เจตนาของคุณปูทางไปสู่นรกหรือการกระทำเชิงบวก?

เพื่อให้ผู้คนเชื่อใจคุณ พวกเขาต้องตระหนักว่าคุณมีเจตนาดีก่อน ลอง 3 วิธีต่อไปนี้ที่จะปูทางเจตนาดีไปสู่ความไว้วางใจที่เพิ่มขึ้น

สำหรับคนที่เชื่อใจคุณ พวกเขาต้องเข้าใจว่าคุณมีเจตนาดี ในการวิเคราะห์ส่วนประกอบของความไว้วางใจนั้น บุคลิกประกอบด้วยความซื่อตรงและเจตนา ส่วนความเชี่ยวชาญประกอบด้วยความสามารถและผลลัพธ์ โดยเจตนาสร้างลำต้นของต้นไม้ ที่โผล่ขึ้นมาจากรากใต้ดินและแม้บางส่วนยังซ่อนอยู่ใต้ดิน แต่ส่วนที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเหนือพื้นดินจะสนับสนุนส่วนประกอบของความเชี่ยวชาญ

TreeIllustrationThai

จากมุมมองของคนอื่น พฤติกรรมมองเห็นได้แต่ความตั้งใจส่วนใหญ่จะมองไม่เห็น ดังนั้นผู้คนมักจะตัดสินพฤติกรรมของเราและตีความตามเจตนาที่พวกเขาคิดว่าเรามี เมื่อพฤติกรรมของเราไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง พวกเขาอาจคิดว่าเรามีเจตนาไม่ดีได้อย่างง่ายดาย แต่ก็อาจมีคนไม่มากเชื่อว่าเราเคยมีเจตนาร้าย โซโลมอน นักปราชญ์ชาวยิวในยุคโบราณพบข้อสังเกตนี้เมื่อเขากล่าวว่า “มนุษย์สะอาดในทุกทางในมุมมองของตัวเอง แต่พระเจ้าทรงตัดสินจากแรงจูงใจ”

คำกล่าวซึ่งบันทึกไว้ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2428 อธิบายว่า “ไม่แปลกที่เราประเมินค่าตัวเองสูงเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น เราตัดสินคนอื่นจากการกระทำของเขา แต่สำหรับตัวเองจากเจตนาของเรา”[1] ไม่ว่าคนอื่นจะตัดสินเจตนาของเราอย่างยุติธรรมหรือไม่ หรือเรามีความตั้งใจจริงตามที่เราคิดไว้หรือเปล่า เจตนายังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความไว้วางใจ โชคดีที่มีวิธีปรับปรุงเจตนาของเราและสื่อสารออกไปเพื่อเพิ่มระดับความไว้วางใจในฐานะผู้นำให้สูงขึ้นได้

บทบาทของเจตนาต่อความไว้วางใจ

การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้วได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น เมื่อ เจมส์ โคมีย์ ผู้อำนายการเอฟบีไอ ออกมาประกาศเรื่องการสอบสวนการใช้งานเซิร์ฟเวอร์อีเมล์ส่วนตัวของฮิลลารี่ คลินตัน ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ โคมีย์ กล่าวว่า “แม้จะมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอาจมีการละเมิดกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลลับ การตัดสินใจของเรา คือไม่มีผู้ฟ้องร้องที่มีเหตุผลมากพอจะนำคดีขึ้นมาพิจารณา อย่างไรก็ดีมีข้อควรพิจารณาที่ชัดเจน เช่น ความหนักแน่นของหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับเจตนา” หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ผู้อำนวยการโคมีย์ กล่าวว่า พฤติกรรมของคลินตันอาจจะได้รับการให้อภัยเนื่องจากมีเจตนาดี สำหรับคู่แข่งทางการเมืองของคลินตัน เรื่องนี้ไม่ค่อยดีนัก หลายคนมองว่าการกระทำของคลินตันมีเจตนาไม่ดีและคัดค้านการไม่ตั้งข้อหาใดๆเลย

หลังประกาศดังกล่าว ผลสำรวจของเอบีซี/วอชิงตัน โพสต์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 56% ไม่เห็นด้วยกับเอฟบีไอ ขณะที่บางคนสงสัยว่า โคมีย์เองมีเจตนาแอบแฝง ซึ่งน่าจะมีผลต่อความไว้วางใจต่อเอฟบีไอ ผลสำรวจในเดือนธันวาคม 2559 พบว่า ผู้ใหญ่เกือบ 32%  มีความมั่นใจในเอฟบีไอเป็นอย่างมาก /ปานกลาง ความไว้วางใจต่อเอฟบีไอที่ลดลงเป็นไปตามความเข้าใจของประชาชนต่อเจตนารมณ์ของเอฟบีไอ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนด้วย ไม่นานหลังการประกาศของเอฟบีไอ กัลลัฟเปิดเผยผลสำรวจที่ระบุว่า ความเชื่อมั่นของ“ชาวอเมริกัน ต่อสื่อมวลชนลดลงสู่ระดับต่ำสุด” โดยมีปัจจัยหลัก คือความเชื่อมั่นในสื่อของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (ซึ่งส่วนใหญ่ต่อต้านฮิลลารี่) ลดลงจาก 32% เหลือเพียง 14% ภายในแค่ปีเดียว  ทำไม? เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มองว่าสื่อมีเจตนาไม่ดี และรู้สึกว่าผู้สื่อข่าวจำนวนมากต้องการหนุนคลินตันและให้ร้ายผู้สมัครของพรรค ซึ่งรวมไปถึงการสอบสวนของเอฟบีไอด้วย

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า ฮิลลารี่ คลินตัน มีเจตนาไม่ดีเรื่องเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว หรือนักข่าวตั้งใจรายงานข่าวที่ลำเอียง ประเด็น คือ การเข้าใจเจตนาของกลุ่มที่ถูกมองว่ามีเจตนาลบ จะส่งผลให้เกิดการขาดความไว้วางใจ

160705-clinton-fbi-double-standard-index
ฮิลลารี่ คลินตัน และเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ
ที่มา : Getty Images

เราสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่เราหมายถึง “เจตนา” ด้วยการดูคำนิยามในกฎหมายอาญา แต่ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ศาลจะพิจารณาทั้งเจตนาและการกระทำเมื่อสอบสวนคดีอาชญากรรม ผลที่ตามมาจากการกระทำของบุคคล เช่น การมีคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจรกรรม จะถูกตัดสินว่ามีเจตนาทำความผิด หากผู้ต้องสงสัยคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดตามมา และต้องการให้การโจรกรรมเกิดขึ้น

เจตนาสามารถแบ่งเป็นเจตนาแบบประสงค์ต่อผล ซึ่งหมายความว่าการที่คนคนหนึ่งมุ่งมั่นให้เกิดผลจากการกระทำ และเจตนาแบบเล็งเห็นผล คือผลที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำโดยสมัครใจที่เราสามารถคาดการณ์ได้ เจตนาที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของเราเองไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคดีอาญา (เราหวังว่า) ก็สามารถแบ่งออกได้ในลักษณะเดียวกัน มนุษย์ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงกระตุ้นและการตอบสนองแบบง่ายๆนั้น มีความสามารถในการคาดการณ์ตัวเองและการกระทำในอนาคตโดยคำนึงถึงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ จากการพิจารณาอย่างรอบคอบเราต้องการให้การกระทำของเราสำเร็จลุล่วง

OnlyHumansPlan

แต่น่าเสียดายที่เราอาจไม่ได้รับผลอย่างที่เราต้องการเสมอไป เหมือนคำพูดที่ว่า “ถนนสู่นรกปูด้วยเจตนาดี” ซึ่งหมายความว่า เรามีเจตนาที่ดีเลิศ แต่การกระทำจากเจตนาเหล่านั้นอาจไม่ได้รับผลอย่างที่ต้องการ บางคนพยายามประยุกต์ใช้ข้อความข้างต้นกับโครงการของภาครัฐ เช่น ความพยายามขจัดความยากจน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงข้าม ในระดับบุคคล หลายคนที่มีเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่มีปัญหาด้านการเสพติด ต่างมีประสบการณ์เรื่องความตั้งใจดีที่นำไปสู่ผลลัพธ์แย่

ไม่ว่าจะโดยการละเว้นคำพูด หรือการกระทำที่ไม่เคารพความเป็นส่วนตัว หรือโดยการพยายามเข้าไปบังคับให้คนที่เสพติดกระทำบางอย่าง เจตนาดีอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างง่ายดาย สตีเฟน เอ็ม.อาร์. โควีย์ พูดไว้ในหนังสือของเขา พลานุภาพแห่งความไว้วางใจ ว่าแรงจูงใจในการดูแลเอาใจใส่อย่างแท้จริงเป็นการสร้างความไว้วางใจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด หลักการทดสอบผู้นำที่ดีอย่างง่ายอันหนึ่ง คือ ผู้นำคนที่ถามว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” แล้วตั้งใจฟังและใส่ใจกับคำตอบจริงๆ แต่คำพูดเรื่องเจตนาดีและถนนสู่นรกย้ำเตือนเราว่า แรงจูงใจในการดูแลเอาใจใส่อย่างแท้จริงต้องให้ความสนใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อผู้นำตั้งใจฟังคำตอบของผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถดูได้จากการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ห่วงใย หรือความช่วยเหลือที่แท้จริงในการจัดการปัญหา เราไม่เตรียมถนนไปสู่นรกอีกต่อไปแต่ปรับปรุงแต่ละบุคคลให้ดีขึ้น ด้วยการพิจารณาทุกผลลัพธ์ของการกระทำที่เกิดจากการความตั้งใจอย่างถี่ถ้วน

roadtohell copyThai
ที่มา

อีกมุมมองที่พูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างความตั้งใจกับความไว้วางใจ คือ แนวคิดเรื่อง “เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าทำไม” ของไซมอน ซิเน็ค ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มียอดวิวมากที่สุดของรายการ TED talks (บันทึกรายการเมื่อเดือนกันยายน 2552 และปัจจุบันมียอดวิวกว่า 31 ล้านครั้ง) และมาจากหนังสือของเขา เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าทำไม (Start with Why)โดยซิเน็ค ระบุว่า บริษัท องค์กร และบุคคลควรกระตุ้นให้คนลงมือปฏิบัติด้วยการอธิบายว่า ทำไม พวกเขาจึงต้องทำ แทนที่การอธิบายว่าพวกเราทำ อะไร หรือ อย่างไร เขาอธิบายในเชิงชีววิทยาว่า แรงจูงใจในการลงมือทำบางสิ่งบางอย่างฝังอยู่ในสมองส่วนที่ลึกกว่าสมองส่วนวิเคราะห์ (เปลือกสมอง หรือคอร์เท็กซ์) คือในส่วนของสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ระบบลิมบิก) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก เช่น ความไว้วางใจ และความจงรักภักดี

ในอีกทางนึง เราทำให้ผู้คนวางใจเราด้วยการทำให้พวกเขาเข้าใจถึงเจตนาของเรา หรือที่เรียกว่าแรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเรา ซิเน็คยกตัวอย่างเหตุผลที่แอปเปิลประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำเปลี่ยนเกมในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องเล่นเพลงส่วนบุคคล และมือถือ ว่าเป็นเพราะแอปเปิลมุ่งมั่นท้าท้ายตลาดรูปแบบเดิม คิดต่าง และเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า เจตนาของแอปเปิล และส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแอปเปิลเป็นตัวจริงในตลาด เป็นบริษัทที่เชื่อถือได้ เมื่อเราอธิบายว่า “ทำไม” จะทำให้ผู้คนเข้าใจค่านิยมและความเชื่อของเรา และผู้คนจะเชื่อใจคนที่มีค่านิยมและความเชื่อแบบเดียวกัน

คล้ายกับเหตุผลที่เรารู้สึกสนิทกับคนที่มาจากภูมิภาคเดียวกัน หรือทำไมเจ้าของมาสด้า มิอาตะ ตั้งสโมสรทั่วโลก เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้พบกับคนที่มาจากรัฐอินเดียนาเหมือนผม แม้เราทั้งคู่จะอยู่ห่างจากบ้านเกินครึ่งโลกและเพิ่งเจอกัน แต่เราคุยกันถูกคอ และสัญญาณของผมบอกว่าผมเชื่อใจเพื่อนใหม่คนนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีค่านิยมและความเชื่อเหมือนกันจะเชื่อถือได้ แต่ปฏิกิริยาแรกที่เราแสดงออกไป คือ ไว้วางใจ ผู้คนจะไม่ให้ความไว้วางใจหากเขารู้สึกสงสัยในเจตนา แต่การอธิบายว่า “ทำไม” หรือความตั้งใจ สามารถสร้างความเชื่อถือได้

Getamac
แอปเปิลได้รับความไว้วางใจอย่างท้วมท้นจากการสื่อสารว่า “ทำไม” หรือเจตนาในการทำธุรกิจของบริษัท ซึ่งเกี่ยวกับการท้าทายสภาวะตลาดในปัจจุบัน (แสดงโดยชายสูงวัยสวมสูท) และการเพิ่มขีดความสามารถให้กับแต่ละบุคคล (ชายหนุ่มที่แต่งตัวสบายๆ)
ที่มา

เริ่มต้นจากเจตนาไปสู่การลงมือทำและความไว้วางใจ

เพื่อสร้างความไว้วางใจผ่านทางเจตนา เราสามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ

1 ตรวจสอบเจตนาของเราเองด้วย “5 ทำไม”

ขั้นตอนแรกเพื่อให้มั่นใจว่าเจตนาของเราก่อให้เกิดความไว้วางใจ คือ การมองเข้าไปข้างใน บริษัทโตโยต้าพัฒนาวิธีวิเคราะห์สาเหตุหลักของอุบัติเหตุที่เรียกว่า “5 ทำไม” (Five Whys) หมายถึงการนำปัญหา อาทิ ความล้มเหลวของระบบไฟฟ้า และถามชุดคำถาม “ทำไม” เพื่อหาสาเหตุของปัญหา ตัวอย่างเช่น คำตอบของ “ทำไมระบบไฟฟ้าล้มเหลว” อาจจะเป็นฟิวส์ขาด หลังจากนั้นถามว่า “ทำไมฟิวส์ขาด” คำตอบที่ได้ คือ สเปคไม่ถูกต้อง แล้วถามต่อว่า “ทำไมฟิวส์ถึงผิดสเปค” และคำถามอื่นๆ ตามมาเป็นต้น จนพบสาเหตุหลักของปัญหา ถ้าถูกต้องก็ป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ อย่างไรก็ดี ห้าไม่ใช่ตัวเลข “มหัศจรรย์” บางกรณีอาจใช้คำถามมากน้อยแตกต่างกันไปจนกว่าจะได้สาเหตุหลัก และคุณอาจต้องถาม “ทำไม” หลายคำถามสำหรับปัญหาเดียวกัน

แม้โตโยต้ากังวลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องสายการผลิต พวกเราสามารถใช้วิธีการเดียวกันนี้กับเจตนาของเรา ในแบบฝึกหัดนี้ สิ่งสำคัญ คือ เริ่มต้นใช้วิธี 5 ทำไมกับเจตนาของคุณเอง ไม่ใช่การแก้ปัญหา คุณสามารถใช้ 5ทำไมอีกชุดเพื่อแก้ปัญหา คุณอาจเป็นผู้นำในบริษัทให้บริการจัดหางาน และอยู่ระหว่างพิจารณาลดจำนวนลูกจ้างที่รับผิดชอบเรื่องใบสมัครงานของลูกค้า คุณอาจเริ่มต้นด้วยการถามคำถามเหล่านี้

  • ทำไมฉันต้องเอาคนนี้ออก?
  • อาจเป็นเพราะเธอทำงานช้ากว่าคนอื่น
  • ทำไมฉันควรใช้เหตุผลเรื่องทำงานช้าในการปลดพนักงานคนนี้ออก?
  • เพราะบริษัทผลประกอบการของบริษัทขึ้นอยู่กับการให้บริการลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และการทำงานช้าของเธอส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
  • ถ้าเจตนาของฉัน คือ เพิ่มความสามารถในการทำกำไร แล้วทำไมการให้ลูกจ้างออกจึงมีประโยชน์?
  • เพราะฉันเชื่อว่าลูกจ้างที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐานควรจะได้รับผลจากการกระทำของพวกเขา
  • ทำไมฉันคิดว่าเธอทำงานไม่ได้ตามมาตรฐานของบริษัท เธอไม่รู้เกี่ยวกับมาตรฐานของบริษัท หรือเธอไม่สามารถทำงานให้ได้ตามมาตรฐานที่ว่านี้?

ณ จุดนี้ คุณอาจต้องตรวจสอบปัญหาที่แท้จริงของการทำงานต่ำกว่ามาตราฐาน

  • ทำไมเธอทำงานช้ากว่าคนอื่น?
  • เพราะลูกค้าไม่ให้ความร่วมมือเธอในการทำสัญญาจ้างงาน
  • ทำไมลูกค้าไม่ให้ความร่วมมือ?
  • เพราะลูกค้าผู้ชายไม่เคารพตำแหน่งของเธอในฐานะผู้หญิง

ในกรณีนี้ คุณจะพบว่าอาจเป็นผลดีกว่าถ้าเปลี่ยนจากความตั้งใจจะฝึกฝนคนที่เป็นที่ทราบกันว่าทำงานไม่ได้ตามมาตรฐานไปเป็นการแก้ปัญหาการกีดกันทางเพศที่ส่งผลต่อบริษัทของคุณแทน การมุ่งเน้นไปที่เจตนาหลัก อย่าง การเคารพพนักงาน และสร้างความมั่นใจว่าบริษัทมีผลกำไร จะสร้างความไว้วางใจและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจผิดพลาด อย่างไรก็ดี ตัวอย่างนี้ มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ของพนักงานสองคนในบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งทำการทดลองเชิงสังคมเล็กๆน้อยๆ ด้วยการสลับลายเซ็นต์ระหว่างพนักงานหญิงและพนักงานชาย จนทำให้ค้นพบปัญหาการกีดกันทางเพศ คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้ที่เวบไซต์ ฮัฟฟิงตัน โพสต์

2 วางแผน เชื่อ และติดตาม

เมื่อเราตั้งใจจะทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี บางครั้งเราไม่สามารถทำตามความตั้งใจของเราได้ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อใจในตัวเองรวมถึงความเชื่อใจจากคนอื่นด้วย ทีมวิจัยได้ศึกษากลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่อยู่ในโปรแกรมออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ โดยพบว่า ผู้ที่มีความตั้งใจและลงมือทำจริงๆ เป็นกลุ่มที่สามารถทำตามแผนการออกกำลังกายได้ ซึ่งเป็นผู้ที่เชื่อว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบตัวเอง[2] และสามารถติดตามความคืบหน้าในการออกกำลังกายของพวกเขาเองได้

การเชื่อว่าเรามีอิทธิพลอย่างมากต่อผลลัพธ์ของความตั้งใจของเราเอง เรียกว่า การรับรู้ความสามารถของตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญในการเติมเต็มศักยภาพของเรา เราอาจตั้งใจทำสิ่งยิ่งใหญ่หลายอย่าง หรือแม้แต่สิ่งเล็กๆ แต่เราก็เสี่ยงที่จะล้มเหลวในการลงมือทำตามเจตนาหากเรามีทัศนคติที่โทษปัจจัยภายนอกมากกว่าการเชื่ออย่างมั่นคงว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยทัศนคติที่ดีนี้ ช่วยให้เราตรวจสอบความพยายามและการทำงานของเราว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่วางแผนไว้หรือไม่

ในช่วงวัยสามสิบ ผมรู้สึกว่าปล่อยตัวมากเกินไปจนทำให้ความแข็งแรงของร่างกายลดลงต่ำกว่าระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้ ผมตั้งใจ (ทำสัญญากับตัวเอง) ว่า จะกลับไปฟิตเหมือนเดิม วางแผนจะวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ซึ่งถือเป็นงานที่หนักฉกรรจ์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมตัดสินใจก่อนถึงงานมาราธอนไม่ถึง 4  เดือน แต่ผมเชื่อว่าผมทำได้ ผมเก็บสถิติจำนวนไมล์ที่วิ่งในแต่ละวันในโปรแกรมเอ็กเซล (สมัยนั้นยังไม่มีแอพพลิเคชั่นออกกำลังกาย) รวมทั้งติดตามความพยายามของตัวเอง (ฝึกซ้อมสัปดาห์ละกี่วัน) และประสิทธิภาพ (เพซดีขึ้นไหม?) ทั้งนี้ การวิ่ง 26 ไมล์ ซึ่งจบตามที่ตั้งใจไว้ ช่วยให้ผมรู้สึกเชื่อใจในตัวเองเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังแสดงให้คนอื่นเห็นว่าผมสามารถทำตามการกระทำที่ตั้งใจไว้ได้

สื่อสาร

สตีเฟน เอ็ม.อาร์. โควีย์ แนะนำให้ “ประกาศความตั้งใจของคุณ” เพื่อปรับปรุงเจตนาที่เป็นส่วนประกอบของความเชื่อใจ โดยเขาสังเกตว่า การสื่อสารเจตนาของคุณออกไปจะ “’ส่งผลกับพฤติกรรมของตัวคุณเอง’ เนื่องจากช่วยให้ผู้คนรู้จักสิ่งที่ควรมองหาเพื่อให้พวกเขาจำ เข้าใจ และรู้ได้ทันทีเมื่อเห็น”[3] แนวคิดนี้ของสตีเฟนเหมือนกับคำแนะนำเรื่อง “เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่าทำไม” ของไซมอน ซิเน็ค

ในฐานะผู้นำ เราอาจต้องใช้นโยบายที่กองทหารไม่พอใจ แต่ถ้าทำให้กองทหารเชื่อใจว่าเราทำด้วยเจตนาดี พวกเขาก็จะปฏิบัติตาม การอธิบายว่า “ทำไม” ในการทำบางสิ่งบางอย่างจึงช่วยสร้างความไว้วางใจได้มากกว่าการอธิบายว่า อะไร หรือ อย่างไร

ในทางทหาร เมื่อมีการประกาศแผนการปฏิบัติการ จะมีคำว่า “เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา” เสมอ  ตามประกาศอย่างเป็นทางการของกองทัพสหรัฐฯ ” เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาคือการแสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติการและผลลัพธ์สุดท้ายทางทางหารอย่างชัดเจนและกระชับ”[4] ด้วยคำกล่าวนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการรู้และไว้วางใจวัตถุประสงค์โดยรวม และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ เมื่อคุณให้ “เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา” คุณสร้างความไว้วางใจให้กับเพื่อนร่วมงานและผู้ตาม รวมทั้งปูทางด้วยเจตนาดีเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของพวกเขา

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings All rights reserved.

[1] Edward Wigglesworth. Reflections. Boston, Massachusetts: Press of George H. Ellis. P. 10. (Available on Google Books Full View)

[2] Falko F. Sniehotta, Urte Scholz, & Ralf Schwarzer, “Bridging the intention–behaviour gap: Planning, self-efficacy, and action control in the adoption and maintenance of physical exercise”

[3] Stephen M. R. Covey, The Speed of Trust, New York: Free Press, 2006, p. 87.`

[4] US Joint Chiefs of Staff (2010) Joint Publication 3-0 – Joint Operations. March 2010. Available at: https://fas.org/irp/doddir/dod/jp3_0.pdf

 

 

การบำรุงรักษารากของความไว้วางใจ : 2 วิธีปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความซื่อตรง

ความไว้วางใจเปรียบเหมือนป่า ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการบำรุงดูแลรักษาให้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่ความซื่อตรงเป็นรากฐานของความไว้วางใจ และสร้างได้ด้วยกิจกรรมที่ทำได้จริงเหล่านี้

1009smokey4

“มีแต่พวกคุณเท่านั้นที่จะป้องกันการเกิดไฟป่าได้” ประโยคสั้นๆง่ายๆของสโมคกี้ แบร์ประโยคนี้ เป็นหนึ่งในเคมเปญบริการสาธารณะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา นับจากเวลาที่เคมเปญเริ่มต้นขึ้นในปี 2487 (ปีแรกที่มีแบมบี้ตัวการ์ตูนจากดิสนีย์)  ซึ่งพื้นที่ป่าลดลงเนื่องจากไฟฟ้า จากปีละ 22 ล้านเหลือ 6.5 ล้าน

สโมคกี้กลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมที่เน้นความรับผิดชอบของบุคคลให้ช่วยกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ คำแนะนำของสโมคกี้สามารถนำไปปรับใช้กับความไว้วางใจได้เป็นอย่างดี “เพียงคุณเท่านั้นที่จะช่วยป้องกันการทำลายความไว้ววางใจได้!” ความไว้วางใจเปรียบเหมือนกับผืนป่าที่ต้องใช้ทั้งความพยายามและเวลาในการปลูก บำรุงดูแลรักษา เพื่อรอเวลาให้ผลผลิต แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่รับการดูแลรักษา อย่างไรก็ตาม โชคดีที่แม้แต่ผืนป่าที่ถูกไฟเผาก็ยังสามารถปลูกขึ้นมาใหม่ได้ เช่นเดียวกับความไว้วางใจที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ และแน่นอนว่าย่อมดีกว่าถ้าเราสามารถเลี่ยงการกระทำที่นำไปสู่การทำลายได้ ทั้งนี้ ด้วยความรับผิดชอบและการลงมือทำของแต่ละคน นอกจากจะช่วยป้องกันการเผาทำลายความไว้วางใจได้ แล้วยังสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาใหม่ได้ด้วย

ผมได้พูดถึงแนวคิดเรื่องการเปรียบความไว้วางใจเป็นต้นไม้ของสตีเฟน เอ็ม. อาร์. โควีย์ ไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ โดยในส่วนของรากจะเป็นคุณลักษณะ ที่ประกอบด้วยความซื่อตรงและความตั้งใจ ซึ่งสามารถสร้างความไว้วางใจขึ้นมาได้ด้วยความสามารถ (capability) และผลลัพธ์ (result) ในบทความนี้เราจะลงลึกในส่วนของราก โดยพูดถึง 2 วิธีการที่จะช่วยเสริมสร้างความซื่อตรงของเราให้แข็งแรง

TreeIllustration
ภาพต้นไม้จากหนังสือพลานุภาพแห่งความไว้วางใจของสตีเฟน เอ็ม. อาร์. โควีย์

ความซื่อตรง

คำว่า “ความซื่อตรง”  มาจากรากศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายว่า “ทั้งหมด” หรือ “สมบูรณ์” เมื่อเราพูดถึง “ความสมบูรณ์”ของเรือ เราหมายถึงการที่เรือมีคุณสมบัติสามารถออกเดินทะเล กล่าวคือ ไม่มีโครงสร้างส่วนใดเสียหาย ไร้รอยรั่ว เป็นเรือในแบบที่มีความพร้อมที่จะออกไปทำหน้าที่เดินทะเล

เมื่อเราพูดถึง”ความซื่อตรง”ของบุคคล ส่วนใหญ่จะหมายถึงการซื่อสัตย์ แต่ความซื่อตรงในบริบทของความสมบูรณ์หรือความครบถ้วนนั้นเป็นแนวคิดที่ใหญ่กว่าการซื่อสัตย์มาก เหมือนกับการที่เราต้องอาศัยความสมบูรณ์แบบของเรือเพื่อให้ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำได้ ซึ่งเราพึ่งพาความซื่อตรงของคนอื่นว่าเขาจะเป็นคนแบบที่เขาพูดไว้ นอกจากนี้ยังรวมถึงแนวคิดที่ว่าบุคคลจะพูดและทำตามค่านิยมของตัวเองเสมอ ในหนังสือ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิภาพยิ่ง สตีเฟน อาร์. โควีย์ พ่อของสตีเฟน กล่าวไว้ว่า “ความสมบูรณ์แบบ…เป็นแบบนี้ : คุณปฏิบัติกับทุกคนด้วยหลักการเดียวกัน” และใช้หลักการเดียวกันนี้กับตัวเองด้วย

สิ่งที่ไม่ทำ

เลี่ยง

  • สองมาตรฐานทั้งกับตัวเองและลูกน้อง
  • การเลือกปฏิบัติ โดยขึ้นอยู่กับสถานะความสัมพันธ์
  • เลือกเฉพาะคนที่สนิทด้วย

ผู้นำบั่นทอนความซื่อตรงของตัวเองด้วยวิธีใดบ้าง? เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากในองค์กร เพียงแค่มีใครซักคนหนึ่งลุกขึ้นมาแล้วคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะใช้ประโยชน์สิทธิพิเศษจากการเป็นเจ้านาย และใช้สองมาตรฐานกับลูกน้อง ตัวอย่างเช่น เจ้านายคิดว่าพวกเขามีสิทธิพิเศษที่จะเข้างานสายได้ ใช้เวลารับประทานอาหารเที่ยงนานกว่าคนอื่นได้ หรือมีเส้นตายเรื่องงานที่ “ยืดหยุ่น” ขณะที่เข้มงวดกับลูกน้อง รวมถึงการเลือกปฏิบัติโดยขึ้นอยู่กับสถานะความสัมพันธ์ พวกเขาอาจสุภาพกับคนที่มีสถานะสูงกว่าแต่หยาบคายกับคนอื่น

เราสามารถประเมินความซื่อตรงของผู้คนได้จากการสังเกตวิธีการที่พวกเขาปฏิบัติกับผู้ที่ทำประโยชน์ให้พวกเขากับผู้ที่ไม่มีประโยชน์ให้ อีกหนึ่งวิธีที่ฆ่าความซื่อตรงในตัวคนได้ คือ การแสดงออกถึงความลำเอียงกับกลุ่มคนที่ตนสนิทด้วย ผมเคยทำงานในหลายฝูงบินที่มีความเป็นก๊กเป็นเหล่าอย่างชัดเจน กล่าวคือ กลุ่มของลูกเรือที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ และเป็นคนโปรดของเจ้านายที่คนอื่นๆไม่ปลื้ม ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีลูกเรือหลายคนที่เจ้านายเลือกปฏิบัติเป็น “คนใน”กลุ่ม กับลูกเรือที่เป็น“คนนอก” กลุ่ม เมื่อการกระทำสวนทางกับหลักการ อย่าง ความเป็นธรรม ความซื่อตรงก็จะหายไป หากแต่มีวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่เราสามารถปรับใช้เพื่อรักษาความซื่อตรงได้

favourtism
การเลือกปฏิบัติทำลายความสมบูรณ์ของหลักการและการกระทำ

2 วิธีการสร้างความซื่อตรง

  1. กำหนดหลักการของคุณ

เนื่องจากความซื่อตรงประกอบด้วยการแสดงออกอย่างต่อเนื่องตามค่านิยมของเรา ดังนั้น ขั้นตอนแรกควรมีการกำหนดหลักการของเราอย่างชัดเจน

ไม่ว่าเราจะเป็นคนกำหนดหรือไม่ก็ตาม เราล้วนมีความเชื่อและค่านิยมเป็นตัวชี้นำพฤติกรรมประจำวันกันทุกคน วิธีง่ายๆในการระบุค่านิยม คือ การดูว่าเราใช้เวลาอย่างไร เราเลือกการดูซีรีส์บนเน็ตฟลิกมากกว่าการล้างจานมื้อเย็น หรือพัฒนาทักษะบางอย่างของตัวเองหรือเปล่า? เราอ่านฟีดข่าวบนมือถือระหว่างประชุมแทนที่การตั้งใจฟังเพื่อนร่วมงานพรีเซนต์หรือไม่? ค่านิยมพื้นฐานของเรามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมากที่สุด เราจึงต้องกำหนดค่านิยมเหล่านั้นอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเราเอง คุณลักษณะที่ดีเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบความเชื่อ ค่านิยม และพฤติกรรมของตัวเอง ทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และอยากให้เป็น

ถ้าผู้เขียนชีวประวัติต้องการบันทึกตำนานของคุณในหนึ่งย่อหน้า เธอจะเขียนว่าอย่างไร? คุณอยากให้ผู้คนจดจำคุณลักษณะและพฤติกรรมของคุณแบบไหน? ในหนังสือ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิภาพยิ่ง ดร. โควีย์ใช้เทคนิคเมื่อพูดถึงอุปนิสัยที่สอง “เริ่มต้นด้วยสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในใจ” โดยให้ผู้อ่านจินตนาการถึงงานศพของตัวเอง และคิดว่าครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน และคนอื่น จะพูดถึงคุณว่าอย่างไร ประเด็น คือ ใช้ความคิดนี้ตรวจสอบชีวิตของคุณในฐานะคนนอกที่มองเข้าไป เพื่อช่วยสร้างหลักในการใช้ชีวิตและทำงาน พวกเราหลายคนทำงานให้กับบริษัทที่กล่าวถึงค่านิยมของบริษัทไว้ในพันธกิจและปณิธาน ซึ่งใส่ไว้ในเวบไซต์ และติดไว้ทั่วบริษัท มีพวกเรากี่คนที่ใช้เวลาทำแบบเดียวกันเพื่อชีวิตส่วนตัวของพวกเราเอง

ChevronValues
หลายบริษัท อาทิ เชฟรอนเปิดเผยค่านิยมของบริษัทต่อสาธารณชน คุณเคยเขียนค่านิยมส่วนตัวของตัวเองหรือไม่?

กิจกรรม: เขียนแนวทางสำหรับชีวิตของส่วนตัวของคุณเอง

สิ่งที่ต้องทำ: ทำรายการและอธิบายหลักการพื้นฐานที่ต้องใช้เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตประจำวัน

เคล็ดลับในการทำ

  1. พิจารณาว่าคนจะจดจำคุณอย่างไรหลังจากที่คุณเสียชีวิตไปแล้ว
    1. คุณอยากให้คนจำบุคลิกไหนของคุณ?
    2. คุณต้องการให้คนจำสิ่งที่คุณทำให้กับครอบครัว เพื่อน และสังคมในเรื่องใดบ้าง?
    3. ความสำเร็จในชีวิตเรื่องใดที่คุณอยากให้คนอื่นนึกถึง?
  2. นี้ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นหลักในการใช้ชีวิตเพื่อเติมเต็มวัตถุประสงค์และบรรลุเป้าหมายของคุณ
  3. คุณสามารถใช้ข้อความ คำพูดสร้างแรงบันดาลใจ หรือแหล่งข้อมูลเรื่องจิตวิญญาณ
  4. ตั้งใจนำหลักในการใช้ชีวิตเหล่านี้ในการปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเอง
  5. ใช้คำกิริยาที่แสดงการกระทำ

ตัวอย่าง :

ผมจะ…

ทุ่มสุดตัว มุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศในทุกอย่างที่ผมทำ

รักษาความซื่อสัตย์เสมอ ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนอื่น

เคารพคนอื่น ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเคารพแบบไม่เกี่ยงสถานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจ

เห็นอกเห็นใจ มองโลกแบบที่คนอื่นมอง เข้าใจและช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่สามารถช่วยได้

มีส่วนร่วมในการบรรลุศักยภาพ ช่วยคนอื่นให้เข้าถึงศักยภาพที่พระเจ้าประทานให้ เป็นแรงผลักดันให้ผู้คนและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น

มีความกล้าหาญ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดูแลและรับผิดชอบสิ่งที่ผมสามารถควบคุมได้

อดทน อดทนกับตัวเอง คนอื่นและความท้าทายในชีวิต รับรู้และยอมรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผมอย่างสงบและซาบซึ้ง

แสวงหาภูมิปัญญา เสาะหาภูมิปัญญาอย่างไม่ลดละ พึ่งพาพระเจ้าและความหลักแหลมของพระองค์เพื่อให้รู้วิธีการคิดและกระทำที่ถูกต้องในแต่ละสถานการณ์

ลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่เอาสิ่งที่ผมไม่ได้ทำ และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

ฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าคิดหรือทำสิ่งที่เป็นของพระเจ้าเท่านั้น ไม่ตัดสินคนอื่น ไม่แก้แค้น

มนุษยสัมพันธ์ดี สร้างเพื่อนด้วยการเป็นเพื่อน

ให้ความสำคัญกับวัตถุอย่างเป็นกลาง ไม่เสียน้ำตาให้กับสิ่งที่ไม่สามารถร้องไห้ให้กับคุณได้ ดูแลทรัพย์สินเป็นอย่างดีและไม่สุรุ่ยสุร่าย แต่ไม่ปล่อยให้ทรัพย์สินมีความสำคัญมากกว่าคน

แข็งแกร่งทว่าอ่อนโยน มีหนังที่ทนทานและหัวใจที่อ่อนโยน ไม่ปล่อยให้สิ่งที่คนอื่นคิดส่งผลด้านลบกับผม และไม่ไร้เดียงสาต่อความหวังร้ายของคนอื่น แต่จงพร้อมที่จะรักและให้อภัย

วางแผน ทบทวน และปรับปรุง มีความรับผิดชอบในการวางแผนชีวิตของผมเอง หลีกเลี่ยงการผัดวันประกันพรุ่ง หรือเสียเวลา, ความสามารถ หรือทรัพยากร วิเคราะห์ทุกความพยายามและทำความเข้าใจบทเรียนจากความสำเร็จและล้มเหลวในแต่ละครั้งอย่างลึกซึ้ง ปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ รักษาสมดุลชีวิตเพื่อจิตวิญญาณ จิตใจ อารมณ์และร่างกาย รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายในแต่ละส่วนอยู่เสมอ

สร้างสรรค์และเรียนรู้ ตื่นตัวในการสร้างและเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าความบันเทิง

ขอบคุณทุกสิ่ง

เราควรทบทวนหลักการเป็นประจำ เพื่อให้สามารถ “ทำสิ่งที่พูด” ได้สำเร็จ เราจำเป็นต้องจัดให้ค่านิยมมี “ความสำคัญที่สุดในระบบการคิดของเรา” หลักการ คือ มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราปรารถนาจะเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราทำสำเร็จแล้ว เราต้องไม่ท้อแท้เมื่อไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครสามารถทำให้สิ่งที่ต้องการจะเป็นสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ดีเราสามารถเตือนตัวเองเรื่องค่านิยมและลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

  1. ฝึกการสร้างและรักษาความมุ่งมั่นของตัวเอง

BUDSlogcarry
สิ่งเดียวที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความสามารถในการรักษาและไม่รักษาคำพูดของตัวเองธอม เชีย อดีตหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าว การฝึกของหน่วยซีล เช่น ลองนึกภาพทีมที่หมดแรงต้องมาฝึกยกเรือ มีโอกาสมากที่พวกเขาจะทำตามคำพูดของตนเอง

ทหารในหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ในการฝึกที่โหดร้ายที่สุดในโลกทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะได้รับโอกาสในการสร้างและรักษาความมุ่งมั่นของตัวเองอย่างมากมาย ทอม เชีย อดีตหน่วยซีล ที่ปัจจุบันเป็นผู้บริหารขององค์กรฝึกอบรมผู้นำ อันดามันทีน อัลไลอันซ์ กล่าวว่า “สิ่งเดียวที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความสามารถในการรักษาและไม่รักษาคำพูดของตัวเอง [1]  เราสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจตัวเองจากการสร้างและรักษาความมุ่งมั่นของตัวเอง ถ้าเราไม่เชื่อใจตัวเอง ก็ยากที่จะทำให้คนอื่นเชื่อใจเรา

เชีย มอบหมายงานเล็กๆให้กับลูกค้าที่เป็นผู้บริหารและนักกีฬาทำ ด้วยการท้าให้พวกเขาสควอช วิดพื้นและซิทอัพอย่างละ 5 ครั้งก่อนเข้านอนและหลังตื่นนอนติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน การออกกำลังการเล็กๆน้อยๆนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เกี่ยวกับการมีรูปร่างสมส่วน ไม่มีใครมีซิกแพ็ค หรือหุ่นแบบทหารหน่วยซีล แต่เป็นเครื่องมือสร้างวินัยทางใจในตัวเอง โดยการเปรียบอัตตาเหมือนกับกล้ามเนื้อที่จะแข็งแรงได้ก็ต้องฝึกอย่างมีวินัย (ทั้งนี้ จากลูกค้าราว 150 คนที่เขามอบงานนี้ให้ทำ มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่ทำได้)

เชียสรุปวัฒนธรรมของหน่วยซีลไว้ 2 ข้อ คือ รักษาคำพูดและไม่ยอมแพ้ การให้คำมั่นสัญญากับตัวเองและทำตามเป็นผลให้คำพูดสอดคล้องกับการกระทำ ทำให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน หรือเอกภาพ ในหนังสือพลานุภาพแห่งความไว้วางใจ สตีเฟน เอ็ม.อาร์. โควีย์ พูดถึง 4 เคล็ดลับสร้างความซื่อสัตย์ด้วยการให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง

  1. เขาเตือนไม่ให้มีคำมั่นสัญญาหลายข้อ เราอาจมีเป้าหมายหลายข้อในชีวิต แต่คำมั่นสัญญามีความสำคัญมากกว่าเป้าหมาย และต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบก่อนลงมือทำ เลือกคำสัญญาที่มีความสำคัญกับคุณมาก หรือช่วยให้คุณฝึกฝนตัวเอง เหมือนที่เชียทำกับลูกค้าของเขา
  2. ให้น้ำหนักคำสัญญาส่วนตัวเท่ากับคำสัญญาที่คุณให้กับคนอื่น อย่าคิดว่าสามารถเพิกเฉยคำสัญญาส่วนตัวได้เพียงเพราะไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับใคร เพระไม่ฉะนั้น คุณจะไม่มีความไว้วางใจในตัวเอง
  3. อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่น หรือในเวลาที่มีสิ่งเร้า เพราะเราอาจทำลงไปแบบไม่สมเหตุสมผล เช่น ทานอาหารมื้อใหญ่ แล้วพูดอย่างมุทะลุว่า “ฉันจะไม่กินมื้อใหญ่อีกต่อไปแล้ว” เรารู้ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะตั้งคำสัญญาแบบนั้น เก็บคำมั่นสัญญาไว้สำหรับเรื่องที่ใหญ่และสำคัญจริงๆ
  4. เมื่อคำมั่นสัญญากลายเป็นเรื่องยากที่จะรักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ปรับพฤติกรรมของคุณเพื่อให้เป็นไปตามพันธสัญญาดีกว่าลดคุณค่าเพื่อให้ตรงกับพฤติกรรม ต้องใช้เวลาและความพยายามในการเขียนปณิธานชีวิต ขณะที่คำสัญญาส่วนตัวก็สร้างและรักษาได้ยาก เราจำเป็นต้องใช้นิสัย “อ่อนน้อมถ่อมตน” เพื่อยอมรับความล้มเหลวและ “ความกล้าหาญ” ในการก้าวไปข้างหน้า แต่รางวัลที่ในตอนท้ายได้ คือ ความซื่อสัตย์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อใจในตัวเองและระดับความไว้วางใจที่คนอื่นมีต่อตัวเราเพิ่มสูงขึ้นไป

 

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings All rights reserved.

[1] Thom Shea, interview with Richard Rierson, Dose of Leadership podcast, 24 February 2017.

ฤาวัฒนธรรมจะมีอิทธิพลต่อเหตุผลของคุณ?

วัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยมและวัฒนธรรมแบบปัจเจกชนมองโลกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เปรียบเหมือนเลนส์ไวด์กับเลนส์เทเล ผู้นำที่ดีจะใช้ประโยชน์จากมุมมองที่ต่างกันของลูกทีมเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม

3d-gif-animated-aquarium
ที่มา

คุณจะอธิบายฉากข้างบนนี้ว่าอย่างไร? ให้คุณใช้เวลาสักครู่พูดบรรยายฉากดังกล่าวสัก 2-3 ประโยค หรือเขียนข้อสังเกตลงบนกระดาษก็ได้

ในการบรรยายของคุณ คุณเน้นไปที่การเห็นปลาว่ายน้ำหรือเปล่า? คุณพูดถึงสิ่งที่อยู่รอบข้างกี่อย่าง? ในปี 2544 นักจิตวิทยาสังคม ริชาร์ด นิสเบตต์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทาคาฮิโกะ มัสซึดะ ให้นักศึกษาชาวอเมริกันและญี่ปุ่นดูวิดีโอปลาว่ายน้ำ 20 วินาที แล้วเขียนถึงสิ่งที่เห็นหลังจากนั้น วิดีโอทั้งหมดประกอบด้วยปลา “ที่อยู่ในโฟกัส” ซึ่งมีขนาดใหญ่ หรือมีการเคลื่อนไหวมากกว่า นอกจากนี้ยังมีปลาที่เป็นแบ็คกราวนด์ และวัตถุอื่นๆ เช่น หิน หรือต้นไม้ ทั้งนี้ นักศึกษาชาวญี่ปุ่นเห็นรายละเอียดตามบริบท อย่าง ปลาหรือวัตถุที่เป็นแบ็คกราวนด์มากกว่านักศึกษาชาวอเมริกัน 65% หรือพูดได้ว่า นักศึกษาชาวญี่ปุ่นมีมุมมองแบบองค์รวมมากกว่า เมื่อเทียบกับนักศึกษาชาวอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับวัตถุเป็นหลัก อย่างไรก็ดี มีการหักมุมที่น่าสนใจ เมื่อให้นักศึกษาทั้ง 2 กลุ่มดูภาพปลาหลายชนิดบนพื้นหลังแบบเดียวกัน พื้นหลังสีขาว และพื้นหลังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แล้วถามว่าอยู่ในวิดีโอข้างต้นหรือเปล่า ผลลัพธ์ที่ได้ปรากฏว่านักศึกษาชาวอเมริกันสามารถระบุชนิดของปลาได้ถูกต้องมากกว่านักศึกษาชาวญี่ปุ่นเมื่อมีการเปลี่ยนพื้นหลัง ประเด็น คือ ไม่มีวิธีการมองโลกใด ไม่ว่าจะเป็นแบบองค์รวม หรือแบบเน้นเฉพาะส่วน ดีกว่าอีกแบบหนึ่ง แต่มีความเป็นไปได้สูงที่วัฒนธรรมมีผลอย่างสำคัญต่อวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เป็นภาพและวิธีการใช้เหตุผลของเรา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้นำทุกคนควรตระหนักและปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ

ในภาพยนตร์ตลก What About Bob? ตัวละครบ๊อบ ซึ่งเกือบพิการ ตื่นตระหนก เป็นโรคหวาดระแวงกลัวทุกสิ่งทุกอย่าง และรับบทโดยบิลล์ เมอร์เรย์นั้น อธิบายเหตุผลที่เขาหย่าให้กับนักจิตวิทยาฟังได้อย่างไม่น่าเชื่อว่า “โลกนี้มีคน 2 ประเภท คือ คนที่ชอบกับคนที่ไม่ชอบนีล ไดมอนด์ และอดีตภรรยาของผมคลั่งไคล้หมอนี้มาก”

bob-copy
ที่มา

การแบ่งโลกออกเป็นกลุ่มคนที่เกลียด หรือรักนักร้องเพลงป๊อบ อาจจะไม่มีประโยชน์มากนักในการอธิบายความเป็นจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญค้นพบว่ามีประโยชน์ในการวิเคราะห์วัฒนธรรมโดยการแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ วัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยม และวัฒนธรรมแบบปัจเจกชน วัฒนธรรมเป็นแนวคิดที่ซับซ้อนมาก และการแบ่งออกเป็น  2 กลุ่มข้างต้นอาจไม่สามารถเข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง แต่มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจและรู้จักวิธีทำงานให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มีข้อยกเว้นบางประการ คือ วัฒนธรรมทางตะวันตกมีแนวโน้มจะเป็นปัจเจกชน ขณะที่ประเทศในภูมิภาคอื่น รวมถึงเอเชีย มักจะมีวัฒนธรรมแบบ กลุ่มนิยม นักสังคมวิทยา กีร์ท ฮอฟสตีด อธิบายความแตกต่างระหว่างปัจเจกชนและกลุ่มนิยมไว้ในหนังสือ Cultures and Organizations: Software of the Mind ของเขาว่า “ปัจเจกชน” เป็นสังคมที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหลวม กล่าวคือ ทุกคนต้องดูแลตัวเองและครอบครัว ตรงกันข้ามกับ “กลุ่มนิยม” ที่เป็นสังคมซึ่งผู้คนจะรวมตัวเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งตั้งแต่เกิด และจะดูแลซึ่งกันและกันตลอดอายุของพวกเขาเพื่อแลกกับความจงรักภักดีแบบไร้ข้อกังขา ในแต่ละวัฒนธรรมอาจมีทั้งสังคมที่บุคคลมีความเป็นส่วนตัวสูงและสังคมที่ประกอบด้วยคนที่เห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก มีการศึกษาและบทความเกี่ยวกับประเด็นนี้เป็นจำนวนมาก เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ตารางต่อไปนี้สรุปความแตกต่างของวัฒนธรรมทั้ง 2 ประเภท

กลุ่มนิยม ปัจเจกชน
รับรู้โลกกว้าง หรือเรียกว่าองค์ความรู้แบบองค์รวม มุ่งเน้นไปที่วัตถุและคุณสมบัติของมัน เรียกว่าองค์ความรู้แบบจัดหมวดหมู่
เหตุผลในแง่ของความสัมพันธ์และความคล้ายคลึงกัน เหตุผลตามกฏและประเภท
นิยามตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม นิยามตัวเองว่าเป็นปัจเจกบุคคล
ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของกลุ่ม เป้าหมายของตัวเองสำคัญที่สุด
มุ่งเน้นที่บริบทมากกว่าเนื้อหาในการกำหนดลักษณะและการสื่อสาร มุ่งเน้นที่เนื้อหามากกว่าบริบทในการกำหนดลักษณะและการสื่อสาร
ให้ความสำคัญกับกระบวนการภายนอกในฐานะตัวกำหนดพฤติกรรมสังคม ให้ความสำคัญกับกระบวนการภายในว่าเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมสังคม
ถ่อมตัว มั่นใจในตัวเอง

คุณจะเห็นว่าประเด็นแรกเกิดจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่พฤติกรรมทางสังคมแบบกลุ่มนิยมหรือปัจเจกชนมีผลต่อวิธีการมองโลกของเรา เหมือนกับที่มีผลกับวิธีที่นักศึกษาชาวญี่ปุ่น (วัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยม) และนักศึกษาชาวอเมริกัน (วัฒนธรรมแบบปัจเจกชน) มองปลาในวิดีโอในตัวอย่างตอนต้น ต่อไปนี้คือกิจกรรมที่น่าสนใจที่คุณจะลองกับตัวเอง หรือทีมงานก็ได้ เพื่อทำความเข้าใจวิธีการคิดของคุณและเช็คดูว่ามีภูมิหลังทางวัฒนธรรมด้านใดที่ส่งผลต่อวิธีคิดดังกล่าว ใช้เวลาสักครู่เพื่อดูภาพและเลือกคำตอบในแต่ละคำถาม

TriadTestไทย1

TriadTestไทย2

TriadTestไทย3

TriadTestไทย4

TriadTestไทย5

TriadTestไทย6

TriadTestไทย7

สำหรับวิธีการนี้ ซึ่งให้ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามเลือกสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามีความคล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องกัน เป็นวิธีหนึ่งที่จะเข้าใจวิธีคิดของผู้คน ในคำถาม 3 ข้อแรกนักวิจัยใช้วิธีที่เรียกว่า “การทดสอบแบบสามชุด” เพื่อดูว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีแนวโน้มจะนึกถึงข้อมูลที่กำลังจะได้รับ ด้วยการพุ่งความสนใจไปที่ลักษณะเฉพาะของสิ่งของแล้วจึงจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ (ซึ่งเราจะเรียกว่า องค์ความรู้แบบจัดหมวดหมู่) หรือเน้นไปที่ความสัมพันธ์และความคล้ายคลึงกันของสิ่งของ (ซึ่งเราจะเรียกว่า องค์ความรู้แบบองค์รวม) ปี 2547 จากการที่ทีมวิจัยในประเทศโดมินิกัน รีพับลิคได้ให้ผู้ตอบแบบสอบถามอธิบายเหตุผลในการเลือกของพวกเขา ทำให้ค้นพบองค์ความรู้ประเภทที่สาม คือ องค์ความรู้“ตามหน้าที่” ซึ่งช่วยอธิบายผลการวิจัยบางส่วนที่ได้ องค์ความรู้ตามหน้าที่ คือ การผู้ตอบแบบสอบถามมองวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเองแล้วประเมินประโยชน์ของวัตถุนั้น ทั้งนี้ องค์ความรู้ตามหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกับองค์ความรู้แบบองค์รวมและมีแนวโน้มที่จะเห็นได้ในสังคมแบบกลุ่มนิยม

ภาพทั้งหมดถูกออกแบบมาให้เป็นคู่วัตถุที่สามารถจัดประเภทได้จากคุณลักษณะเฉพาะที่คล้ายกัน หรือมีร่วมกัน และทำให้แตกต่างจากวัตถุอื่นๆ กับคู่ของวัตถุที่มีความสัมพันธ์และคล้ายคลึงกัน ตัวอย่างเช่น ภาพชุดแรกที่มีรถไฟ รถบัส และรางรถไฟ รถไฟและรถบัสมีคุณลักษณะเฉพาะเหมือนกัน คือ เป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ ซึ่งทำให้ทั้งสองแตกต่างจากรางรถไฟอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี รถไฟและรางก็มีความสัมพันธ์กัน นั่นคือ รถไฟต้องใช้รางในการขับเคลื่อน

สรุปประเภทขององค์ความรู้ หรือวิธีการให้เหตุผลของคำตอบข้างบน :

ที – การจัดหมวดหมู่ คือ การจัดเรียงสิ่งต่างๆโดยการวิเคราะห์และกำหนดหมวดหมู่ ในการจำแนกประเภท (เชิงวิเคราะห์) แบบอนุกรมวิธาน ผู้คนจะพุ่งความสนใจไปที่วัตถุกลางและคุณลักษณะของมัน แล้วจึงให้เหตุผลตามประเภทและกฏ

เอช – องค์รวม การจัดหมวดหมู่แบบองค์รวม (ความคิด) เน้นความสัมพันธ์และความคล้ายคลึงกันของวัตถุและเหตุการณ์ตามการรับรู้และแนวคิดแบบกว้างๆ

เอฟ – ตามหน้าที่ อ้างถึงตัวเองและเหตุผลเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับตัวเองหรือครอบครัว เช่น การหาวัตถุ 2 ชิ้นที่มีประโยชน์กับตัวเอง

ความหมายของคำตอบในแต่ละคำถาม :

1 ที – รถไฟ, รถบัส เอช – รถไฟ, ราง  
2 ที – ถุงมือ, ผ้าพันคอ เอช – ถุงมือ, มือ  
3 ที – ลิง, หมีแพนดา เอช – ลิง, กล้วย  
4 ที – หมา, กระต่าย เอช – กระต่าย, แครอท เอฟ – หมา, แครอท
5 ที – งู, แพะ เอช – งู, ไข่ เอฟ – แพะ, ไข่
6 ที – ผึ้ง, วัว เอช – ผึ้ง, น้ำผึ้ง เอฟ – น้ำผึ้ง, วัว
7 ที – หญ้า, เมล็ดกาแฟ เอช – วัว, หญ้า เอฟ – วัว, เมล็ดกาแฟ
8 ที – ม้า, แมว เอช – แมว, นม เอฟ – ม้า, นม
9 ที – ท่อนไม้ เอช – ค้อน เปิดกว้างสำหรับการตีความ ขวาน หรือเลื่อย

สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติม โปรดดูคำตอบของชาวโดมินิกัน รีพับลิคในการศึกษาของบราวน์, แมคโดนัลด์ และโรมัน ซึ่งใช้ตัวอย่างในคำถามข้อที่ 4-8

รูปแบบความรู้ความเข้าใจ การจับคู่ คำตอบ
องค์ความรู้ตามหน้าที่ หมา-แครอท หมาช่วยคนเฝ้าแครอท ซึ่งเป็นอาหารของฉัน
องค์ความรู้ตามหน้าที่ แครอท-กระต่าย กระต่ายสามารถเป็นอาหารของคุณ ใน๘ระที่แครอทเป็นพืชที่ให้สารอาหารแก่คุณ
องค์ความรู้ตามหน้าที่ ไข่-แพะ ไข่เป็นอาหาร ส่วนแพะผลิตนมให้ลูกของฉันดื่มได้
องค์ความรู้ตามหน้าที่ ม้า-นม ฉันสามารถขี่ม้าและสามารถดื่มนมได้
องค์ความรู้แบบองค์รวม กระต่าย-แครอท กระต่ายกินแครอท
องค์ความรู้แบบองค์รวม ผึ้ง-วัว ผึ้งผลิตน้ำผึ้งและวัวผลิตนม
องค์ความรู้แบบองค์รวม วัว-หญ้า วัวกินหญ้าเป็นอาหาร
องค์ความรู้แบบองค์รวม วัว-นม นมเป็นอาหารของแมว
องค์ความรู้แบบการจัดหมวดหมู่ แพะ-งู แพะและงูอาศัยในถิ่นที่อยู่เดียวกัน
องค์ความรู้แบบการจัดหมวดหมู่ ม้า-แมว ทั้งสองเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและมีสี่ขา
องค์ความรู้แบบการจัดหมวดหมู่ แพะ-งู ทั้งสองเป็นสัตว์เหมือนกัน

การใช้ประโยชน์

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “ชาวตะวันตก” และคนเอเชียจะคิดต่างกันในแง่ของบริบททางวัฒนธรรม ความคิดของสังคมแบบปัจเจกชนกับความคิดของสังคมแบบกลุ่มนิยมสามารถเห็นและเข้าใจได้ง่าย อย่างไรก็ดี การยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง รวมถึงวิธีการมองสังคมของผู้คนนั้นเป็นสิ่งใหม่และน่าคิด ดร. นิสเบตต์ เจ้าของงานทดลองวิดีโอปลา เปรียบเทียบความคิดที่แตกต่างกันของผู้คนเหมือนเลนส์ไวด์ (หรือผมควรจะเรียกว่าเลนส์ตาปลามั๊ย?) กับเลนส์เทเลของกล้องถ่ายรูป แนวความคิดแบบองค์รวมกับวัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยมมีความเหมือนกันในเรื่องของการให้ความสำคัญกับภาพใหญ่ มุมกว้าง ซึ่งการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ทั้งหมดของสิ่งต่างๆ ทำให้มองเห็นรายละเอียดยากขึ้น ในทางกลับกัน แนวคิดแบบจัดหมวดหมู่เน้นหนักที่รายละเอียด ด้วยการจำแนกสิ่งต่างๆออกเป็นส่วนๆ แต่การโฟกัสที่มากเกินไปอาจทำให้ไม่สามารถเก็บภาพมุมกว้างได้ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดตะวันตกเรื่องการศึกษาระดับสูง คือ การขยายรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ยิ่งเรียนสูงขึ้น ก็จะยิ่งค้นคว้าลงลึกรายละเอียดในสาขาหรือความรู้ที่แคบลง

IMG_7786
เลนส์ไวด์สามารถถ่ายภาพใหญ่ ที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆได้

 

IMG_7703
เลนส์เทเลสามารถโฟกัสรายละเอียดที่แทบจะไม่ได้เห็นจากเลนส์ไวด์

ในที่ทำงานและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ผู้นำจำเป็นต้องมีทั้งสองมุมมอง ผมมีความสุขกับการถ่ายรูปด้วยอุปกรณ์พื้นฐานง่ายๆ (นอกเหนือจากไอโฟน) ผมมีเลนส์ไวด์ (10-22มม.) และเลนส์เทเลขนาดกลาง (55-250 มม.)  ด้วยอุปกรณ์ดังกล่าว ทำให้ผมถ่ายภาพวัตถุเดียวกันได้ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใช้ ในทำนองเดียวกันผู้นำของทีมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะได้ประโยชน์จากมุมมองของสมาชิกจากทั้งวัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยมและวัฒนธรรมแบบปัจเจกชน พวกเขาสามารถแนะนำหรือโค้ชผู้ที่มีความคิดแบบจัดหมวดหมู่ให้ลองใช้เลนส์ไวด์เพื่อเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในภาพใหญ่ ขณะเดียวกันก็สามารถกระตุ้นให้ผู้ที่มีความคิดแบบองค์รวมเน้นความสำคัญในเรื่องรายละเอียด ทั้งนี้ ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันในทีมจะช่วยเสริมกันและส่งผลให้การทำงานร่วมกันราบรื่น

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2540 เรื่องผลผลิตที่สัมพันธ์กันของทีมขนาดเล็ก 800 ทีม ซึ่งสมาชิกมาจากวัฒนธรรมเดี่ยวและวัฒนธรรมผสม กราฟนี้แสดงการกระจายตัวของประสิทธิภาพในการทำงานตามองค์ประกอบของทีม

CrossCulture Team Effectiveness

 

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มข้ามวัฒนธรรมที่มีมุมมองแตกต่างกัน ทำงานมีศักยภาพมากกว่ากลุ่มที่ยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดแบบวัฒนธรรมเดียว แต่ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำรู้จักใช้ประโยชน์จากความแตกต่างและทำให้ทีมร่วมมือกันทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้เท่านั้น อย่างไรก็ดี กลุ่มข้ามวัฒนธรรมเองก็มีโอกาสที่มีศักยภาพในการทำงานต่ำได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาชิกไม่ยอมรับหรือไม่ยอมทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่าง แน่นอนว่าในทุกวัฒนธรรมอาจมีสมาชิกที่มีแนวคิดแบบองค์รวมหรือแนวคิดแบบจัดหมวดหมู่มากกว่าอีกแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับการศึกษา ครอบครัวและปัจจัยอื่น ผู้นำที่ดีจะทำความรู้จักลูกทีมของตัวเองเพื่อเข้าใจมุมมองตลอดจนวิธีการให้เหตุผล และโค้ชพวกเขาให้ทำงานได้ดีขึ้น

[1] The five examples in questions 4-8 are taken from a study of Dominican Republican subjects, and published by Jill Brown, Colin A. McDonald, and Fabiola Roman in their article titled “’The dog and the carrot are both useful to me’: Functional, Self-Referent Categorization in Rural Contexts of Scarcity in the Dominican Republic,” International Perspectives in Psychology: Research, Practice, Consultation 2014, Vol. 3, No. 2, 63-75.

[2] Adler, Nancy. International Dimensions of Organizational Behavior, 3rd ed. and Martin J. Gannon, Cultural Metaphors: Applications and Exercises, retrieved at http://faculty.csusm.edu/mgannon/docs/CULTURALMETAPHORS.pdf

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings All rights reserved.

การวัดอุณหภูมิความไว้วางใจในองค์กรของคุณ

การวัดความเข้าใจเรื่องความไว้วางใจของพนักงานในองค์กร และผลสำรวจที่ได้ จะสนับสนุนให้องค์กรมีวัฒนธรรมความไว้วางใจสูงขึ้น

หลายบทความก่อนหน้านี้ ผมพูดถึงความไว้วางใจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะหลักในการเป็นผู้นำ ในบทความนี้ผมจะนำเสนอเครื่องมือวัดระดับความเข้าใจเรื่องความไว้วางใจในองค์กร แบบสอบถามชุดนี้จะทำให้เห็นภาพรวมเกี่ยวกับความเข้าใจในเรื่องความไว้วางใจแบบ 360 องศา ด้วยการให้ผู้ตอบแบบสอบถามประเมินตัวเอง เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา (ลูกน้อง) และเจ้านาย แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ซึ่งในแต่ละส่วนมีคำถาม 12 ข้อนั้น จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ คือ บุคลิกภาพ การดูแลและช่วยเหลือกันและกัน การแก้ปัญหา ความเชี่ยวชาญในงาน การสื่อสาร และความไว้วางใจในเรื่องทั่วไป อย่างไรก็ดี แต่ละองค์กรสามารถปรับแบบสอบถามให้ตรงกับความต้องการของตัวเองได้ อย่างเช่น เน้นส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพิเศษ เป็นต้น การสำรวจนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำงานในองค์กรของคุณได้เหมือนกับการอ่านเครื่องวัดในเครื่องบิน เมื่อเข็มชี้ไปที่บริเวณที่อาจมีความผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโซนสีแดงนั้นจะเป็นการบ่งชี้ว่ามีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข คุณอาจพบว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการเป็นผู้นำสามารถปรับปรุงให้องค์กรของคุณดีขึ้น และทำให้การบินราบรื่นขึ้น

kc135gauges
เครื่องวัดของเครื่องบินเคซี-135อาร์ชี้บริเวณที่มีความผิดปกติและอาจต้องการแก้ไข  ที่มา : http://www.pacom.mil ;รูปของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ถ่ายโดยจ่าอากาศโท โอมาริ เบอร์นาร์ด

ทำไมต้องใช้เครื่องมือนี้?

คุณต้องการให้ความไว้วางใจและความร่วมมือเกิดขึ้นในองค์กรของคุณหรือไม่? คุณต้องการลดกิจกรรมไร้ประสิทธิภาพที่เกิดจากความไม่ไว้วางใจระหว่างบุคคลหรือทีม เช่น การเสียพลังงานไปกับการระวังตัวเมื่อต้องร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเมื่อต้องสื่อสารกันแบบมีวาระซ่อนเร้น หรือไม่? ก่อนจะเริ่มก้าวแรกเพื่อเดินไปสู่เป้าหมาย คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าคุณอยู่ตรงจุดไหน แล้วแบบสำรวจนี้จะเป็นตัวช่วยนำทางไปถึงจุดหมายให้กับคุณ การสำรวจองค์กรมีประโยชน์หลายประการด้วยกัน อันดับแรกคือช่วยให้เห็นภาพทัศนคติของพนักงานในเชิงวิทยาศาสตร์และเป็นกลางมากกว่าหลักฐานที่เป็นเรื่องเล่าบอกต่อกันมาหรือคำบ่นก่นนินทาของใครบางคนในห้องกาแฟ ทั้งนี้ อาจต้องมีการตีความคำตอบ ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง” ไปจนถึง “เห็นด้วยอย่างยิ่ง” แต่การมีภาพรวมที่เป็นปัจจุบันก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แบบสอบถามนี้จะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นเมื่อทำการสำรวจในช่วงเวลาปกติ จากนั้นให้สังเกตว่า “เข็มมีการเคลื่อนที่” หรือไม่หลังนำแนวทางปรับปรุงความไว้วางใจซึ่งกันและกันมาใช้ในองค์กร อันดับที่สอง เมื่อมีการเผยแพร่ผลการสำรวจ มีการอภิปรายและนำไปใช้ในการปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กร การรับฟังและตอบสนองแบบนี้ ถือเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อใจกันและกันไปในตัว ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

จะใช้เครื่องมือนี้อย่างไร

การจัดการอย่างถูกต้องและการติดตามผลลัพธ์มีความสำคัญอย่างมากในการตัดสินว่าแบบสำรวจมีประสิทธิภาพเพียงใด ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามต้องมีเวลาทำแบบสอบถาม ไม่ต้องกังวลกับงานที่ทำ ไม่กินเวลาส่วนตัว และที่สำคัญ คือ มีการรับรองว่าจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของพวกเขา คุณสามารถอัพโหลดแบบสำรวจไปไว้ในเวบไซต์ อย่าง https://www.surveymonkey.com หรือ http://www.zoomerang.com หรือจะใช้วิธีการก๊อปปี้ชุดแบบสอบถามก็ได้ การสำรวจออนไลน์อาจใช้ความรู้และกินเวลาในการติดตั้งนิดหน่อย แต่จะง่ายต่อการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล อย่างไรก็ดี นอกจากต้องมีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามจำเป็นต้องใช้งานเป็นด้วย การสำรวจด้วยกระดาษทำได้ง่ายแค่ก๊อปปี้และแจกให้กับผู้ตอบแบบสอบถามได้เลย สำหรับในที่ทำงานสามารถแจกแบบสอบถามให้ผู้ตอบแบบสอบถามในเวลาที่กำหนด ซึ่งช่วยรับประกันเรื่องอัตราการตอบแบบสอบถามและเป็นการให้ความสำคัญกับกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับเลือกให้ร่วมตอบแบบสอบถาม ในทางกลับกัน การสำรวจด้วยกระดาษจะเสียเวลาไปกับการคำนวณและป้อนข้อมูลเข้าไปในโปรแกรมวิเคราะห์ เช่น เอ็กเซล เป็นต้น วิธีการหนึ่งที่จะสร้างความมั่นใจเรื่องการไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามรวมถึงคำตอบต่างๆ คือ ให้คนภายนอกองค์กรบริหารจัดการ ช่วยวิเคราะห์ และอำนวยความสะดวกในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกันต่ำ การใช้บุคคลที่สามที่เป็นกลางจะช่วยให้กระบวนการสร้างวัฒนธรรมที่มีความไว้วางใจสูงเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการวัดอุณหภูมิความไว้วางใจในองค์กร คุณต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด แม้ว่าอาจจะดูเหมือนข่าวร้าย และควรมีการเผยแพร่และกล่าวถึงผลการสำรวจในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม หากพบว่ามีแผนกใดไม่มีความไว้วางใจกันและกัน ไม่เอาใจดูแลกัน มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร รวมถึงในเรื่องอื่นๆ ควรจัดทีมงานวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาในทันที การแก้ปัญหายากๆอย่างเป็นรูปธรรมจะทำให้เข็มความไว้วางใจของพนักงานชี้ขึ้นเพราะพวกเขาเห็นการตอบสนองของผู้นำ ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างแบบสำรวจอุณหภูมิความไว้วางใจของผม คุณสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องมือตัวนี้ได้ สำหรับในบทความต่อไป ผมจะพูดถึงส่วนประกอบของคุณลักษณะและคุณสมบัติของความไว้วางใจ รวมถึงพฤติกรรมของผู้นำที่จะช่วยสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในองค์กร

แบบสำรวจอุณหภูมิความไว้วางใจ

วัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินระดับความไว้วางใจในที่ทำงานของตัวคุณเอง เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา เจ้านาย และผู้บริหารของบริษัท ผลลัพธ์จะช่วยให้เราเข้าใจว่าทุกคนคิดว่าในปัจจุบันองค์กรมีความไว้วางใจในระดับไหน และเห็นปัญหาที่จะต้องแก้ไข

ความหมาย : เพื่อนร่วมงาน หมายถึงผู้ที่ทำงานในแผนกเดียวกันหรือต่างแผนกก็ได้ และไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชา เจ้านาย หรือฝ่ายบริหารระดับสูง ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชา หมายถึง ผู้ที่คุณต้องดูแลให้คำปรึกษา

โปรดกาเครื่องหมาย “X” ลงในช่องที่ตรงกับคำตอบของคุณ

SurveyTrust1

 

SurveyTrust2SurveyTrust3

 

SurveyTrust4

SurveyTrust5

SurveyTest6

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings All rights reserved.

องค์ประกอบของความไว้วางใจ

หากปราศจากความไว้วางใจ คำพูดที่เต็มไปด้วยเจตนาที่ดีที่สุดก็อาจถูกเคลือบแคลงสงสัยได้ ขณะที่ด้วยความเชื่อใจที่เต็มเปี่ยม แม้คำพูดที่เลือกมาอย่างประมาทก็จะได้รับการให้อภัย สตีเฟ่น เอ็ม.อาร์. โควีย์เปิดเผยธรรมชาติของความไว้วางใจที่จะช่วยให้เข้าใจว่าสามารถสร้างได้อย่างไร

“ในความสัมพันธ์ที่มีความเชื่อใจสูง แม้คุณพูดผิดความหมายแต่ผู้คนยังคงเข้าใจ ขณะที่ความสัมพันธ์ที่ระดับความไว้วางใจต่ำ คุณจะถูกประเมินทันทีไม่ว่าจะพูดชัดถ้อยชัดคำขนาดไหน และพวกเขายังคงเข้าใจคุณผิด” สตีเฟ่น เอ็ม.อาร์. โควีย์ , Speed of Trust, หน้า 5

sotbook

ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นความจริงในเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าบรรยากาศทางการเมืองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่สนับสนุนฮิลลารี คลินตัน ไม่มีข้อมูลเบื้องหลังการจัดฉากเพื่อทำให้คู่แข่งร่วมพรรค อย่าง เบอร์นี แซนเดอร์ส เพลี่ยงพล้ำ ทั้งการสมรู้ร่วมคิดกับสื่อเตรียมคำถามเพื่อการอภิปราย หรือข้อกล่าวหาในโครงการ “pay for play” ที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของมูลนิธิคลินตัน เป็นสาเหตุให้พวกเขาเคลือบแคลงในตัวเธอได้ ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่าฝ่ายผู้สนับสนุนโดนัล ทรัมป์เองก็ยังเดินหน้าสนับสนุนเขาต่อไป และไม่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นก้าวร้าวของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นผู้อพยพ และกำแพง หรือการพูดจาหยาบคายเกี่ยวกับผู้หญิง ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาเชื่อในผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันรายนี้อย่างหมดใจ แต่ผู้สนับสนุนฮิลลารี ที่ไม่เชื่อมั่นในตัวทรัมป์ จะใช้ทุกความคิดเห็นของเขาโจมตีเขาในเรื่องความเป็นคนเจ้าเล่ห์ เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่จงรักภักดีต่อทรัมป์ ซึ่งจะให้ค่ากับการสื่อสารของคลินตันเป็นแค่เหตุจูงใจที่ชั่วร้าย ความไว้วางใจที่ยิ่งใหญ่ระหว่างผู้สนับสนุนของทั้ง 2 ค่ายการเมืองได้กำหนดวิธีการตีความการสื่อสารของผู้สมัครจากทั้งสองพรรคไว้อย่างชัดเจน

hillary_clinton_vs-_donald_trump_-_caricatures
เราเข้าใจการสื่อสารจากผู้อื่นผ่านวิธีการตีความที่ปรับเปลี่ยนตามความไว้วางใจ            ที่มา : DonkeyHotey (Hillary Clinton vs. Donald Trump – Caricatures)  via Wikimedia Commons

หากไม่มีการสร้างความไว้วางใจในความสัมพันธ์แล้ว พวกเราก็จะติดอยู่กับวิธีการตีความแบบเดิม ไม่ว่าจะหาเหตุผลโต้แย้งเก่ง หรือถ่ายทอดความคิดได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน บทความเกี่ยวกับภาวะความเป็นผู้นำ 3 ตอนก่อนหน้านี้ พูดถึงคุณลักษณะพื้นฐานของความเป็นผู้นำ คือ ความไว้วางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสร้างหรือแก้ไขความไว้วางใจ ผมพบว่า ไม่มีผู้เขียนท่านไหนอธิบายแนวคิดเรื่องความไว้วางใจได้ดีกว่า สตีเฟ่น เอ็ม.อาร์ โควีย์ และหนังสือของเขา The Speed of Trust หรือพลานุภาพแห่งความไว้ใจ ในบทความนี้ ผมจะเน้นแนวคิดเรื่องธรรมชาติของความไว้วางใจของดร.โควีย์ และวิธีการสร้างความเชื่อใจในความสัมพันธ์ผ่านพฤติกรรมบางอย่าง

โควีย์มองว่าความไว้วางใจเป็นทั้ง คุณลักษณะ และ ความสามารถ โดยคุณลักษณะประกอบด้วยความจริงใจ และเจตนา ขณะที่ความสามารถวัดได้จากฝีมือและผลลัพธ์ ความแตกต่างระหว่างคุณลักษณะและความสามารถคล้ายกับการยอมรับว่าการเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราและสิ่งที่เราทำ หรือคุณสมบัติและหลักการการเป็นผู้นำนั่นเอง ตัวตนของเราสะท้อนระดับความมีศีลธรรมว่าเรามีค่านิยมแบบไหน ขณะที่สิ่งที่ทำคือพฤติกรรมของเรา โดยการกระทำเกิดขึ้นจากความเชื่อของเรา ข้อสังเกตของโควีย์ระบุว่าคุณลักษณะนั้นจะคงที่ ขณะที่ความสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ คุณลักษณะของเรา ซึ่งประกอบด้วยหลักการใช้ชีวิตต่างๆ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ การศึกษา และการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน และนำไปปรับใช้กับทุกกิจกรรมในชีวิต เราอาจนำลักษณะนิสัยใหม่มาใช้และพยายามพัฒนาต่อ แต่ลักษณะนิสัยส่วนใหญ่ในสถานการณ์ต่างๆ ยังเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น ความน่าเชื่อถือของเรา จะแสดงออกมาไม่ว่าในสถานการณ์ใด การใช้คอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน หรือการออกหาลูกค้า หรือดูแลลูกๆ ในขณะที่ความสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ผมอาจจะเก่งคอมพิวเตอร์แบบหาตัวจับยาก แต่ไม่มีทักษะด้านการขายเลย ผู้คนจะเชื่อมั่นในตัวผมเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ แต่ไม่มั่นใจให้ผมปิดการขายสินค้า

TreeIllustration
ภาพประกอบจากหนังสือ Speed of Trust หรือ พลานุภาพแห่งความไว้วางใจ ของสตีเฟ่น เอ็ม.อาร์. โควีย์

โควีย์วาดภาพเหมือนต้นผลไม้เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆของความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์เป็นราก ซ่อนอยู่ใต้ดินแต่เป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งและจำเป็น อีกทั้งช่วยบำรุงผลให้สมบูรณ์ ความตั้งใจเป็นลำต้น ที่โผล่ขึ้นมาจากดิน (และความตั้งใจบางอย่างไม่สามารถมองเห็นได้) เพื่อสนับสนุนฝีมือ โดยฝีมือเป็นกิ่งก้าน ส่วนของต้นที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และสนับสนุนผลไม้หรือผลลัพธ์ ในบทความต่อไป ผมจะทบทวนและพูดถึงส่วนประกอบของความไว้วางใจเหล่านี้อีกครั้ง รวมถึงเครื่องมือที่เป็นประโยชน์เพื่อวัดอุณหภูมิความไว้ใจในองค์กรของคุณ โปรดติดตาม

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings

 

สร้างความไว้วางใจด้วยการเป็นผู้นำที่เห็นอกเห็นใจผู้ตาม

ทุกคนอาจได้รับโอกาสให้เป็นผู้นำ แต่การเป็นผู้นำตัวจริงที่ได้รับความไว้วางใจและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น คุณต้องให้ความสำคัญผู้ตามเหนือสิ่งอื่นใด

สำหรับตัวผมแล้ว สงครามเย็นสร้างความหนาวสั่นในโลกที่เย็นยะเยือก ผมใช้เวลา 4 ปีแรกไปกับการฝึกบินเครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศ เคซี-135อาร์ สตราโทแทงเกอร์ ที่มลรัฐนอร์ธ ดาโกต้า ซึ่งมีอุณหภูมิหนาวจัดในช่วงฤดูหนาว ก่อนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต พวกเราใช้เวลา 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดไปกับการ “sitting alert” ซึ่งหมายความว่าเราจะพักอยู่ในตึกคล้ายหอพักตั้งอยู่ใกล้ๆเครื่องบินของพวกเราที่พร้อมขึ้นบินได้ทุกเมื่อ นั่นคือ เครื่องบินมีการเติมน้ำมันไว้เรียบร้อย ขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิด บี1 ก็มีการติดตั้งอาวุธไว้พร้อมสรรพ พร้อมขึ้นบินทันทีหากมีการโจมตี บรรดาลูกเรือเห็นคุณค่าของโอกาสที่จะหลบหนีไปจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีภารกิจฝึกอบรมเป็นครั้งคราวในพื้นที่ที่อุ่นกว่าของสหรัฐฯ

grand-forks-afb-winter
เหล่าลูกเรือเห็นคุณค่าของโอกาสที่จะหลบหนีไปจากฤดูหนาวอันเหน็บหนาวของนอร์ธ ดาโกต้า   ที่มา : http://www.cobases.com/north-dakota/grand-forks-air-force-base/

ในการทำภารกิจนอกฐานทัพ โดยปกติจะมีลูกเรือประมาณ 5 คน เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร 3 คน และทหารชั้นประทวน 2 คน (นายทหารชั้นสัญญาบัตรถือ”คำสั่ง”จากประธานาธิบดีสหรัฐฯ มียศสูงกว่าและมีอำนาจสั่งการ ส่วนนายทหารชั้นประทวนคือทุกยศที่ต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร) นายทหารชั้นสัญญาบัตรเป็นผู้บัญชาการอากาศยาน นักบินร่วม และเนวิเกเตอร์ ขณะที่นายทหารชั้นประทวน เป็นหัวหน้าลูกเรือ ที่สามารถซ่อมบำรุงง่ายๆได้ และช่วยเตรียมเครื่องบินให้พร้อมบิน และ “Boom operator” ช่างเทคนิคผู้ชำนาญการควบคุมท่อส่งเติมน้ำมันให้กับเครื่องบินที่ต้องการเติมน้ำมันทางอากาศ

kc-135boom-operator-521
Boom operator ควบคุมท่อส่งเพื่อเติมน้ำมันทางอากาศให้กับเครื่องบิน เอฟ-16       ที่มา : By John E. Lasky – United States Air Force, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=2049344

การสังเกตวิธีการทำงานที่แตกต่างกันของผู้บัญชาการและลูกเรือในเที่ยวบินเหล่านี้ เป็นบทเรียนที่ดีเรื่องภาวะการเป็นผู้นำ เนื่องจากเราเดินทางกันไม่บ่อย การดูแลเรื่องโลจิสติกส์หลังการบิน การตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยของเครื่องบิน การบำรุงรักษาที่จำเป็น การขนสัมภาระและสินค้าต่างๆ การจัดหาการขนส่ง ที่พัก และสำคัญที่สุด การหาอาหารใส่ท้องซึ่งอาจใช้เวลาและเป็นสิ่งที่ท้าทาย บางภารกิจการฝึกอบรมการบินเครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศอาจกินเวลานานเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการประชุมสรุปก่อนทำการบิน การเตรียมเครื่องบิน และการบินภารกิจ เมื่ออยู่บนพื้นดิน แรงจูงใจแรกของลูกเรือบางคนคือการรีบไปเช็คอินที่โรงแรมและหาบาร์หรือคลับที่ใกล้ที่สุด ซึ่งถือเป็นส่วนที่สนุกที่สุดของการทำภารกิจ แต่ผู้นำที่มีความรับผิดชอบต้องมั่นใจว่าทุกคนอยู่ด้วยกัน ทำงานเป็นทีม และทำตามข้อกำหนดหลังทำภารกิจการบินทั้งหมด พวกเขาจะช่วยขนสัมภาระและสินค้าก่อนที่จะจัดการงานด้านเอกสารของตัวเอง ถ้าหัวหน้าลูกเรือจำเป็นต้องอยู่เพื่อซ่อมบำรุงรักษาบางอย่าง ผู้บัญชาการจะจัดหาอาหาร การขนส่ง และการสนับสนุนที่จำเป็นทั้งหมดให้ พวกเขาจะเห็นว่าทุกคนมีห้องพักที่เหมาะสม รู้ว่าจะไปแฮงค์เอาท์กันที่ไหน ไปอย่างไร และสามารถติดต่อได้อย่างไรกรณีมีปัญหาเกิดขึ้น (นี้เป็นภาพรวมยุคก่อนที่จะมีโทรศัพท์มือใช้) ผู้นำที่ยอดเยี่ยมจะเช็คอินเข้าห้องพักของตัวเองหลังจากลูกเรือทุกคนมีทุกอย่างที่พวกเขาต้องการแล้ว เพื่อให้การทำภารกิจมีประสิทธิภาพ เครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศต้องจอดอยู่ในสถานที่ที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม ด้วยปริมาณน้ำมันที่พอเพียงเพื่อให้ภารกิจเสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้การสื่อสารและประสานงานระหว่างลูกเรือยังต้องทำได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความไว้วางใจเพียงอย่างเดียว เมื่อผู้บัญชาการเครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศสร้างความไว้วางใจด้วยการกระทำของเขาหรือเธอยามอยู่บนพื้นดิน จะสะท้อนออกมาระหว่างทำการบินภารกิจ ลูกเรือที่เชื่อใจกันสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งใจทำหน้าที่ของตนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนอื่นไม่ทำอะไร และโดยทั่วไปทำงานได้ดีกว่าลูกเรือที่มีระดับความไว้วางใจซึ่งกันและกันต่ำ

ขณะวิจัยหาข้อมูลเขียนหนังสือภาวะผู้นำเล่มใหม่ ไซมอน ซิเน็ค ได้ถามพลอากาศโท จอร์จ ฟลินน์ จากเหล่านาวิกโยธิน เกี่ยวกับธรรมชาติการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพของเหล่านาวิกโยธิน และคำตอบที่ได้ คือ เพราะนายทหารสัญญาบัตรกินเป็นคนสุดท้าย จากแนวคิดที่แสนจะธรรมดานี้เป็นแรงบันดาลใจให้ ซิเน็คตั้งชื่อหนังสือเล่มใหม่ของเขาว่า “Leaders Eat Last: Why Some Teams Pull Together and Others Don’t”  อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงหลักการอันทรงพลังในการสร้าง”ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่สำคัญที่สุดในการเป็นผู้นำ การกระทำของเหล่าผู้บัญชาการเครื่องบินที่เป็นห่วงเป็นใยลูกเรือของตนในทุกเรื่อง และคิดถึงตัวเองเป็นลำดับสุดท้าย ได้สร้างความไว้วางใจที่ยังผลให้ลูกเรือทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ทุกคนมีโอกาสได้รับอำนาจในการสั่งการและถูกเรียกว่า”ผู้นำ” แต่มีเพียงผู้นำที่สร้างไว้วางใจให้กับผู้ตามได้เท่านั้น ที่จะผลักดันให้บรรดาผู้ตามทำงานของตนได้ที่ดีสุด พลอากาศโทฟลินน์ ระบุว่า ผู้นำสร้างความเชื่อมั่นด้วยการผสมค่านิยมและพฤติกรรมเข้าด้วยกัน ค่านิยมในการสร้างความไว้วางใจ ประกอบด้วย ความถ่อมตัว ความจริงใจ และความเข้าใจ ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ตามจะแสดงความถ่อมตัวด้วยการรับใช้ผู้ที่ทำงานให้พวกเขา แสดงให้เห็นความจริงด้วยการกระทำที่เสมอต้นเสมอปลาย ลงมือทำในสิ่งที่ได้พูดไว้ และมีน้ำใจกับผู้ตามทุกคนเพื่อแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ

u-s-_marine_lt-_gen-_george_j-_flynn_jr-_speaks_during_his_retirement_ceremony_at_marine_barracks_washington_in_washington_d-c-_may_9_2013_130509-m-ks211-210
พลอากาศโทจอร์จ ฟลินน์ ในพิธีเกษียณอายุราชการ        ที่มา : By Cpl. Tia Dufour, via Wikimedia Commons. Public domain photograph from defenseimagery.mil

อับราฮัม ลินคอล์น เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณจะชนะคนด้วยเหตุผลของคุณ ก่อนอื่นให้โน้มน้าวเขาว่าคุณเป็นเพื่อนที่จริงใจของพวกเขา” ลินคอล์นขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในช่วงเวลาแห่งการแบ่งแยกและเกลียดชัง ไม่เหมือนสถานการณ์การเมืองในสหรัฐฯและไทยที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ในบรรยากาศแบบนั้น ผู้นำต้องมีทัศนคติของการเป็นผู้รับใช้และเพื่อนฝูง  การแสดงความเห็นอกเห็นใจไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องออกคำสั่งและไม่ต้องเด็ดขาด ลินคอล์นต้องทำการตัดสินใจที่ยากเป็นจำนวนมาก โดยต้องยึดหลักการของการเคารพเพื่อนมนุษย์และการเคารพกฎหมาย แต่เขาสามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตัวที่สื่อสารออกไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ จีน ไฮลเลอร์ อดีตเพื่อนร่วมงานของผมที่โรงเรียนนายเรืออากาศสหรัฐฯ และผู้เขียนที่โดดเด่น และเดวิด สามีของเธอ แสดงให้เห็นลักษณะความเป็นผู้นำข้อนี้ของลินคอล์น ในการเล่าถึงความสัมพันธ์ของลินคอล์นกับสตีเฟ่น ดักลาส คู่แข่งทางการเมืองของเขา (ผมแนะนำอ่านบทความของพวกเขาได้ที่  http://djheidler.com/blog/blog/inauguration-day.html)

แม้บุคลิกและตำแหน่งทางการเมืองจะตรงข้ามกันแบบสุดขั้ว ลินคอล์นจัดการความสัมพันธ์กับดักลาสได้อย่างนุ่มนวล นอบน้อม และสุขุม ในบรรดาคู่แข่งจากอิลลินอยส์ ดักลาสดูจะเรียบร้อยและเหมาะสมที่สุด ขณะที่ลินคอล์นเองมีความเป็นลูกทุ่ง และถูกคนดูถูกว่าเป็นพวกบ้านนอก จีนและเดวิดเล่าเรื่องตลกที่เกิดขึ้นในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของลินคอล์นว่า ดักลาส ซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครตมีส่วนช่วยประธานาธิบดีคนใหม่ที่กำลังอึดอัดและงุนงงกับหมวกของเขา แม้พวกเขาจะมีความแตกต่างกัน ลินคอล์นอธิบายคู่แข่งของเขาว่าเป็น “คนชั้นสูง” และด้วยทัศนคติที่น่านับถือนี้ทำให้เขากลายเป็นตำนาน ในความสัมพันธ์กับดักลาส ลินคอล์นแสดงให้เห็นคุณลักษณะในการสร้างความไว้วางใจทั้ง 3 ประการ คือ ความถ่อมตัว ความจริงใจ และความเข้าใจ

lincolnsittinghat
ลินคอล์นแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ความจริงใจ และความเห็นอกเห็นใจ                ที่มา : http://lincoln200.delaware.gov/information/15_LincolnSittingHat.shtml

ในบทความก่อนหน้านี้ของผม พูดถึงการที่พลโทไมเคิล ฟลินน์ แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ อดีตผู้อำนายการสำนักข่าวกรองกลาโหม (ดีไอเอ) ถูกขอให้ลาออกเนื่องจากปัญหาเรื่อง “ความไว้ใจ” ตามด้วยบทความที่ผมพาไปค้นหาวิธีฟื้นความไว้วางใจขึ้นมาใหม่ด้วยความโปร่งใสในความสัมพันธ์หลังจากที่ถูกทำลายหรือ หายไป การเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ แสดงความห่วงใย เห็นอกเห็นใจ ให้ความสำคัญกับผู้ตามเป็นอันดับแรก เป็นอีกหนึ่งวิธีฝากความไว้วางใจที่มีนัยสำคัญ ในบทความต่อไป ผมจะพูดถึงพฤติกรรมเฉพาะในการสร้างความไว้วางใจและปรับปรุงความสามารถการเป็นผู้นำ โปรดติดตาม

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings

 

 

การสร้างความไว้วางใจ

เมื่อความไว้วางใจหายไปหรือถูกทำลายลง ความโปร่งใสในความสัมพันธ์คือการเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความไว้วางใจขึ้นมาใหม่

“เราไปถึงจุดที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเด็นทางกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับปัญหาเรื่องความเชื่อใจ เมื่อ ระดับความไว้วางใจระหว่างประธานาธิบดีและนายพลฟลินน์ถูกกัดเซาะไปจนถึงจุดที่ประธานาธิบดีรู้สึกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง…ประเด็นในเรื่องนี้ คือ ประธานาธิบดีเข้าใจว่านายพลฟลินน์ทำให้รองประธานาธิบดีและคนอื่นๆเข้าใจผิด หรือเป็นไปได้ว่าเขาลืมให้รายละเอียดสำคัญของการสนทนานี้ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดผลกระทบในวงกว้างและสถานการณ์ที่ไม่มีเสถียรภาพ และนั่นเป็นเหตุผลที่ประธานาธิบดีตัดสินใจขอให้เขาลาออกและเขาก็ได้ลาออก” ฌอน สไปเซอร์ เลขานุการฝ่ายบริหารจัดการสื่อมวลชนของทรัมป์ กล่าว

trumpflynn
ประธานาธิบดีทรัมป์และอดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ไมเคิล ฟินน์

แม้ว่าข้อเท็จจริงในทางการเมืองเกี่ยวกับพลโทไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์จะยังไม่เปิดเผย แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า”ความไว้วางใจ”มีบทบาทสำคัญยิ่งยวดต่อการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ พลโทฟลินน์ประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพการเป็นทหาร ขึ้นเป็นหัวหน้าสำนักข่าวกรองกลาง ตำแหน่งที่ต้องมีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประสบการณ์อันยาวนานของฟลินน์ในหน่วยข่าวกรองนั้นหมายความว่าเขาได้รับความไว้วางใจให้กุมสุดยอดความลับของสหรัฐอเมริกา และการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานนี้ย่อมหมายถึงเขามีความน่าเชื่อถือทั้งในเรื่องความรับผิดชอบและทักษะที่ยอดเยี่ยม แต่ความไว้วางใจก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังเสมอ เฉกเช่นเดียวกับที่มหาเศรษฐีนักลงทุน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า “ใช้เวลา 20 ปีในการสร้างชื่อเสียงและ 5 นาทีเพื่อทำลายมัน” ความโกลาหลที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้เกิดจากการติดต่อสื่อสารระหว่างฟลินน์และเจ้าหน้าที่ทางการรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมเพื่อรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของเขา แต่เห็นได้ชัดว่า พลโทฟลินน์ได้สรุปบทสนทนาดังกล่าวให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ฟัง แต่เป็นไปในลักษณะที่ไม่สมบูรณ์หรือนำไปสู่ความเข้าใจผิด

ปัญหาไม่ใช่เรื่องที่เขาติดต่อกับทางรัสเซีย สำหรับทรัมป์ ประเด็นขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสาระจากการพูดคุยแม้แต่น้อย แต่เป็นเรื่องของความโปร่งใสที่ฟลินน์บอกเรื่องการติดต่อรัสเซียให้กับฝ่ายบริหารคนอื่น เขาโกหกหรือเปล่า? ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ความเชื่อใจนั้นยิ่งใหญ่กว่าการไม่โกหก แต่เกี่ยวข้องกับบุคลิก ความสามารถ และความโปร่งใสในการสื่อสาร

ในบทความของผมก่อนหน้านี้ ได้พูดถึงสถิติที่แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมที่ขาดความไว้วางใจทางสังคมและธุรกิจทั้งที่สหรัฐอเมริกาและไทยเป็นอย่างไร ผู้นำสามารถใช้สิ่งแวดล้อมที่ไร้ความไว้เนื้อเชื่อใจนี้สร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไว้วางใจได้อีกครั้งหรือไม่? สามารถฟื้นความน่าเชื่อถือที่ถูกทำลายไปแล้วได้หรือเปล่า?

slide1

คำตอบง่ายๆ คือ ได้…แต่ต้องใช้เวลาและความใส่ใจ บรรดาผู้นำสร้างความเชื่อใจได้เมื่อพวกเขาทำสิ่งที่พวกเขาสัญญาว่าจะทำเสมอ เมื่อพวกเขาแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของผู้ตามอย่างจริงใจ และเมื่อพวกเขามีความโปร่งใสเกี่ยวกับแรงจูงใจและความผิดของตัวเอง

ภาวะผู้นำที่แท้จริงและความโปร่งใสในความสัมพันธ์

bunraku-puppet-maiden
“มุซุเมะ” หรือหุ่นกระบอกหญิงสาวที่เชิดโดยครูช่างและผู้ช่วยอีกสองคน      ที่มา : https://www.japan-zone.com/culture/bunraku.shtml

ละครหุ่นบันราคุเป็นประเพณีญี่ปุ่นโบราณที่มีความสัมพันธ์กับภาวะการเป็นผู้นำอย่างน่าสนใจโรงละครบันราคุ ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงต้นของศตวรรษที่ 17 ที่โอซาก้า คนเชิดจะเชิดหุ่นกระบอกขนาดใหญ่ที่ประดับดาและแต่งตัวเต็มยศและสามารถมองเห็นผู้ชมได้อย่างชัดเจน ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่สนใจคนเชิดหุ่น (ซึ่งบางครั้งพลางตัวด้วยการสวมหมวกสีดำ) แต่ชื่นชอบศิลปะในการเชิดของพวกเขา แนวคิดเรื่องการเชิดหุ่นกระบอกนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองต่างๆในญี่ปุ่น เช่น ในยุคเฮอัง (794-1185) จักรพรรดิมีอำนาจเต็มในการออกคำสั่งต่างๆผ่านทางผู้บัญชาการทหาร แต่ในช่วงท้ายของยุคนี้พวกโคตรตระกูล หรือ “ไดเมียว” ซึ่งมีซามูไรที่จงรักภักดีอยู่เป็นจำนวนมาก คุมอำนาจสั่งการหลังจากจักรพรรดิค่อยๆอ่อนแอ อย่างไรก็ดี ในที่สุดมีบุคคลจากโคตรตระกูลชื่อมินะโมะโตะ โนะ โยะริโตะโมะ ยึดอำนาจและประกาศตัวเป็นโชกุน ในขณะที่จักรพรรดิยังมีอยู่

minamoto_no_yoritomo
มินะโมะโตะ โนะ โยะริโตะโมะ โชกุนคนแรกของญี่ปุ่น

ดังนั้น โชกุนคือคนเชิดหุ่นที่เคลื่อนไหวไปมาบนเวที ขณะที่จักรพรรดิเป็นหุ่นเชิดที่ได้รับการแต่งตัวอย่างสวยสดงดงาม น่าขันที่บางช่วงในประวัติศาสตร์ โชกุนเองก็กลายเป็นหุ่นเชิดของตัวแสดงที่มองไม่เห็นและคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง จักรพรรดิ (และโชกุนบางคน) คือสัญลักษณ์ของความเป็นผู้นำ ที่ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง และไม่มีใครเชื่อฟังคนที่ไม่ใช่ผู้นำตัวจริง  แนวคิดในการพัฒนาความเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมมากขึ้น คือ การเป็นผู้นำที่แท้จริง จากงานเขียนเชิงจริยธรรมยุคกรีกโบราณ ความเป็นผู้นำที่แท้จริงให้ความสำคัญกับบทบาทของความไว้วางใจและความซื่อสัตย์ในการสร้างผู้นำตัวจริงและการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ตามปรับปรุงการทำงานของตัวเอง 1 ใน 4 องค์ประกอบหลักของการเป็นผู้นำตัวจริง คือ “ความโปร่งใสในความสัมพันธ์” โดยความโปร่งใสในความสัมพันธ์หมายถึงการแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองต่อผู้อื่น พฤติกรรมแบบนี้ส่งเสริมให้เกิดความไว้วางใจได้ด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแบบไม่ปิดบัง แสดงความคิดและความรู้สึกที่แท้จริงขณะพยายามลดการแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ความโปร่งใสในความสัมพันธ์จะทำให้ภาพลวงตาเกี่ยวกับการชักใยอยู่เบื้องหลังหุ่นกระบอกที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามหมดไป คุณเคยติดต่อกับคนที่ดูมีลับลมคมในหรือไม่? เคยสงสัยไหมว่าเจ้านายจริงใจแค่ไหนกับให้ความเห็นเกี่ยวกับงานที่คุณทำ? หรือคุณเคยตกใจบ้างหรือเปล่า เมื่อเพื่อนร่วมงานแสดงความเห็นที่”แท้จริง”ในยามที่ถูกกระตุ้นให้รู้สึกโกรธ?

careytyping
ผู้นำที่แท้จริงจะจัดการอารมณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี (ที่มา  http://giphy.com/gifs/getting-playlist-RRerwvHrb0nxm)

ความโปร่งใสในความสัมพันธ์จะต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น ถ้าคุณไม่เปิดเผยความตั้งใจและแผนการ ผู้ที่ทำงานให้คุณอาจจะมีภาพเชิงลบเกี่ยวกับตัวคุณ ความตั้งใจของคุณอาจจะดูเห็นแก่ตัว แต่ย่อมดีกว่าถ้าแบ่งปันให้พนักงานรับรู้ รวมทั้งอธิบายให้พวกเขาหรือองค์กรเข้าใจด้วยว่าจะได้ประโยชน์อย่างไร ในฐานะผู้นำจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับเป้าหมายของบริษัทและของตัวเอง มุ่งมั่นโปรโมทภาพใหญ่ของบริษัทพร้อมคำอธิบายว่า”ทำไม”เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ และแบ่งปันข้อมูลให้ทุกคนเสมอ ผมเคยเจอข้าราชการหลายคนที่มองว่าข้อมูลที่พวกเขามีคือขุมอำนาจ และแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการแบ่งปันข้อมูลนี้กับใคร

นอกจากนี้ ความโปร่งใสในความสัมพันธ์ยังหมายรวมถึงการที่ผู้นำรู้จักควบคุมอารมณ์ของตัวเอง หรือ การควบคุมตัวเอง ที่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของผู้นำที่แท้จริง ในฐานะผู้นำการหยุดและคิดก่อนที่จะสื่อสารออกไปมีความสำคัญมาก ถ้าคุณพ่นความคิดหรืออารมณ์แรกที่ผุดขึ้นในใจออกไป คุณอาจจะ”โปร่งใส”กับความรู้สึกของตัวเอง แต่เสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายให้กับความไว้วางใจ สิ่งที่สำคัญ คือ การสร้างความสมดุลย์ระหว่างการเปิดเผยความรู้สึกจริงของคุณกับความคิดที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีแล้วกับบรรดาผู้ตาม ขณะที่ไม่ทำให้อารมณ์ดิบของคุณกลับมาอีก หรือเปิดเผยสิ่งที่อาจกระทบความไว้วางใจ

บัญชีความไว้วางใจ

ในหนังสือขายดีระดับโลก ”7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง” ของด็อกเตอร์สตีเฟ่น อาร์. โควีย์ เรียกความไว้วางใจว่า”รูปแบบแรงบันดาลใจขั้นสูงสุดของมนุษย์” เขานำเสนอแนวคิดเรื่อง “บัญชีออมใจ” (ซึ่งลูกชายของเขา สตีเฟน เอ็ม.อาร์ โควีย์ ได้พัฒนาต่อเป็น “บัญชีความไว้วางใจ” ในหนังสือชื่อ”พลานุภาพแห่งความไว้วางใจ”) เป็นคำเปรียบเปรยถึงการที่มนุษย์สร้างและทำลายความไว้วางใจของกันและกัน ในขณะที่ผู้คนพากันถอนความไว้วางใจ แต่มีหลายพฤติกรรมที่เป็นเหมือนการฝากความไว้วางใจ ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล สถานการณ์ และวัฒนธรรม

ตัวอย่างเช่น ถ้าผมซึ่งเป็นชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยแสดงความเคารพวัฒนธรรมไทย ด้วยการอนุญาตให้พนักงานคนไทยเข้าวัดทำบุญในวันหยุดนักขัตฤกษ์ได้ เท่ากับผมได้ฝากเข้าบัญชีความไว้วางใจของเหล่าพนักงาน อย่างไรก็ดีบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นการฝากนั้นจริงๆแล้วเป็นการถอน สมมติว่าผมเลือกพนักงานที่ขยันขันแข็งขึ้นมาหนึ่งคนและประกาศให้รางวัลแก่เขาต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน แต่ถ้าพนักงานคนนั้นรู้สึกอายและต้องการเป็นแค่”พนักงานธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น” การกระทำข้างต้นของผมจะแยกเขาออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานแม้ว่าเจตนาจริงๆแล้วต้องการชมเชยเขาก็ตาม และอาจทำลายความเชื่อใจที่พนักงานคนนั้นมีต่อตัวผม อย่างไรก็ดี ความโปร่งใสในความสัมพันธ์ การสื่อสารอย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ ครบถ้วน ปราศจากวาระซ่อนเร้น จะเป็นการฝากเข้าบัญชีออมใจในทุกสถานการณ์และทุกวัฒนธรรม ในทางตรงข้ามการไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้คือการถอนจากบัญชีอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องบัญชีความไว้วางใจยังช่วยให้เรามองเห็นว่าความไว้วางใจสูงมีผลโดยตรงกับประสิทธิภาพของการสื่อสารและเจรจากับผู้อื่นได้อย่างไร ในขณะที่ความไว้วางใจต่ำ มีแนวโน้มที่จะทำให้ความร่วมมือต่ำลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือบุคคลภายนอกบริษัท จะมีการปกปิดการสื่อสาร และเสียเวลาไปกับการพยายามช่วยคนอื่นปกปิดความผิด เพื่อไม่ให้กระทบกับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความไว้วางใจให้กันและกัน อย่างไรก็ดี เมื่อระดับความไว้วางใจเพิ่มขึ้น  ความสามารถในการทำงานและความร่วมมือก็จะสูงขึ้นไปด้วย ผู้นำที่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี มีความโปร่งใสในความสัมพันธ์สามารถหาแนวทางในการประนีประนอมและสร้างความร่วมมือได้ ขณะที่พลังงานที่เคยใช้ไปเพื่อป้องกันตัวเองก็จะถูกใช้เพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันแทน เมื่อคุณได้รับความไว้วางใจสูง ความร่วมมือ การสื่อสารจะถูกใช้ร่วมกันเพื่อมุ่งค้นหาแนวทางที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหา หรือสร้างแนวคิดใหม่ๆ

trustvscooperation

ความสัมพ้นธ์ระหว่างความไว้วางใจ ความร่วมมือ และผลของการสื่อสาร ซึ่งปรับและขยายความเพิ่มจาก 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่งของสตีเฟน อาร์. โควีย์ โดยสรุปความไว้วางใจสามารถซ่อมแซมและเพิ่มขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ขั้นตอนแรก คือ การพัฒนาความโปร่งใสในความสัมพันธ์ เรายังไม่ทราบเรื่องราวทั้งหมดของพลโท ไมเคิล ฟลินน์ แต่สันนิษฐานได้ว่าหากการสื่อสารระหว่างเขาและรองประธานาธิบดีเพนซ์โปร่งใส ความไว้วางใจที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีต่อเขาก็จะไม่ถูกทำลายลง และไม่ต้องถูกขอให้ลาออกจากตำแหน่ง ความโปร่งใสในความสัมพันธ์เป็นวิธีหนึ่งในการฝากบัญชีความไว้วางใจของใครตามที่เราทำงานด้วย เมื่อความไว้วางใจเพิ่มขึ้น พลังงานจะถูกผันจากการใช้เพื่อป้องกันตัวเองไปสู่การสร้างนวัตกรรมและการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ มีเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจและสร้างความไว้วางใจอีกหลายตัว โดยเฉพาะอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวตนและความสามารถในการเป็นผู้นำ โดยมีพฤติกรรมเฉพาะที่เราสามารถใช้สร้างหรือซ่อมแซมความไว้วางใจได้ แต่เราจะกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในบทความต่อไป โปรดติดตาม!

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings