เจตนาของคุณปูทางไปสู่นรกหรือการกระทำเชิงบวก?

เพื่อให้ผู้คนเชื่อใจคุณ พวกเขาต้องตระหนักว่าคุณมีเจตนาดีก่อน ลอง 3 วิธีต่อไปนี้ที่จะปูทางเจตนาดีไปสู่ความไว้วางใจที่เพิ่มขึ้น

สำหรับคนที่เชื่อใจคุณ พวกเขาต้องเข้าใจว่าคุณมีเจตนาดี ในการวิเคราะห์ส่วนประกอบของความไว้วางใจนั้น บุคลิกประกอบด้วยความซื่อตรงและเจตนา ส่วนความเชี่ยวชาญประกอบด้วยความสามารถและผลลัพธ์ โดยเจตนาสร้างลำต้นของต้นไม้ ที่โผล่ขึ้นมาจากรากใต้ดินและแม้บางส่วนยังซ่อนอยู่ใต้ดิน แต่ส่วนที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเหนือพื้นดินจะสนับสนุนส่วนประกอบของความเชี่ยวชาญ

TreeIllustrationThai

จากมุมมองของคนอื่น พฤติกรรมมองเห็นได้แต่ความตั้งใจส่วนใหญ่จะมองไม่เห็น ดังนั้นผู้คนมักจะตัดสินพฤติกรรมของเราและตีความตามเจตนาที่พวกเขาคิดว่าเรามี เมื่อพฤติกรรมของเราไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง พวกเขาอาจคิดว่าเรามีเจตนาไม่ดีได้อย่างง่ายดาย แต่ก็อาจมีคนไม่มากเชื่อว่าเราเคยมีเจตนาร้าย โซโลมอน นักปราชญ์ชาวยิวในยุคโบราณพบข้อสังเกตนี้เมื่อเขากล่าวว่า “มนุษย์สะอาดในทุกทางในมุมมองของตัวเอง แต่พระเจ้าทรงตัดสินจากแรงจูงใจ”

คำกล่าวซึ่งบันทึกไว้ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2428 อธิบายว่า “ไม่แปลกที่เราประเมินค่าตัวเองสูงเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น เราตัดสินคนอื่นจากการกระทำของเขา แต่สำหรับตัวเองจากเจตนาของเรา”[1] ไม่ว่าคนอื่นจะตัดสินเจตนาของเราอย่างยุติธรรมหรือไม่ หรือเรามีความตั้งใจจริงตามที่เราคิดไว้หรือเปล่า เจตนายังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความไว้วางใจ โชคดีที่มีวิธีปรับปรุงเจตนาของเราและสื่อสารออกไปเพื่อเพิ่มระดับความไว้วางใจในฐานะผู้นำให้สูงขึ้นได้

บทบาทของเจตนาต่อความไว้วางใจ

การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้วได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น เมื่อ เจมส์ โคมีย์ ผู้อำนายการเอฟบีไอ ออกมาประกาศเรื่องการสอบสวนการใช้งานเซิร์ฟเวอร์อีเมล์ส่วนตัวของฮิลลารี่ คลินตัน ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ โคมีย์ กล่าวว่า “แม้จะมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอาจมีการละเมิดกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลลับ การตัดสินใจของเรา คือไม่มีผู้ฟ้องร้องที่มีเหตุผลมากพอจะนำคดีขึ้นมาพิจารณา อย่างไรก็ดีมีข้อควรพิจารณาที่ชัดเจน เช่น ความหนักแน่นของหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับเจตนา” หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ผู้อำนวยการโคมีย์ กล่าวว่า พฤติกรรมของคลินตันอาจจะได้รับการให้อภัยเนื่องจากมีเจตนาดี สำหรับคู่แข่งทางการเมืองของคลินตัน เรื่องนี้ไม่ค่อยดีนัก หลายคนมองว่าการกระทำของคลินตันมีเจตนาไม่ดีและคัดค้านการไม่ตั้งข้อหาใดๆเลย

หลังประกาศดังกล่าว ผลสำรวจของเอบีซี/วอชิงตัน โพสต์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 56% ไม่เห็นด้วยกับเอฟบีไอ ขณะที่บางคนสงสัยว่า โคมีย์เองมีเจตนาแอบแฝง ซึ่งน่าจะมีผลต่อความไว้วางใจต่อเอฟบีไอ ผลสำรวจในเดือนธันวาคม 2559 พบว่า ผู้ใหญ่เกือบ 32%  มีความมั่นใจในเอฟบีไอเป็นอย่างมาก /ปานกลาง ความไว้วางใจต่อเอฟบีไอที่ลดลงเป็นไปตามความเข้าใจของประชาชนต่อเจตนารมณ์ของเอฟบีไอ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนด้วย ไม่นานหลังการประกาศของเอฟบีไอ กัลลัฟเปิดเผยผลสำรวจที่ระบุว่า ความเชื่อมั่นของ“ชาวอเมริกัน ต่อสื่อมวลชนลดลงสู่ระดับต่ำสุด” โดยมีปัจจัยหลัก คือความเชื่อมั่นในสื่อของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (ซึ่งส่วนใหญ่ต่อต้านฮิลลารี่) ลดลงจาก 32% เหลือเพียง 14% ภายในแค่ปีเดียว  ทำไม? เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มองว่าสื่อมีเจตนาไม่ดี และรู้สึกว่าผู้สื่อข่าวจำนวนมากต้องการหนุนคลินตันและให้ร้ายผู้สมัครของพรรค ซึ่งรวมไปถึงการสอบสวนของเอฟบีไอด้วย

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า ฮิลลารี่ คลินตัน มีเจตนาไม่ดีเรื่องเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว หรือนักข่าวตั้งใจรายงานข่าวที่ลำเอียง ประเด็น คือ การเข้าใจเจตนาของกลุ่มที่ถูกมองว่ามีเจตนาลบ จะส่งผลให้เกิดการขาดความไว้วางใจ

160705-clinton-fbi-double-standard-index
ฮิลลารี่ คลินตัน และเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ
ที่มา : Getty Images

เราสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่เราหมายถึง “เจตนา” ด้วยการดูคำนิยามในกฎหมายอาญา แต่ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ศาลจะพิจารณาทั้งเจตนาและการกระทำเมื่อสอบสวนคดีอาชญากรรม ผลที่ตามมาจากการกระทำของบุคคล เช่น การมีคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจรกรรม จะถูกตัดสินว่ามีเจตนาทำความผิด หากผู้ต้องสงสัยคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดตามมา และต้องการให้การโจรกรรมเกิดขึ้น

เจตนาสามารถแบ่งเป็นเจตนาแบบประสงค์ต่อผล ซึ่งหมายความว่าการที่คนคนหนึ่งมุ่งมั่นให้เกิดผลจากการกระทำ และเจตนาแบบเล็งเห็นผล คือผลที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำโดยสมัครใจที่เราสามารถคาดการณ์ได้ เจตนาที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของเราเองไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคดีอาญา (เราหวังว่า) ก็สามารถแบ่งออกได้ในลักษณะเดียวกัน มนุษย์ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงกระตุ้นและการตอบสนองแบบง่ายๆนั้น มีความสามารถในการคาดการณ์ตัวเองและการกระทำในอนาคตโดยคำนึงถึงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ จากการพิจารณาอย่างรอบคอบเราต้องการให้การกระทำของเราสำเร็จลุล่วง

OnlyHumansPlan

แต่น่าเสียดายที่เราอาจไม่ได้รับผลอย่างที่เราต้องการเสมอไป เหมือนคำพูดที่ว่า “ถนนสู่นรกปูด้วยเจตนาดี” ซึ่งหมายความว่า เรามีเจตนาที่ดีเลิศ แต่การกระทำจากเจตนาเหล่านั้นอาจไม่ได้รับผลอย่างที่ต้องการ บางคนพยายามประยุกต์ใช้ข้อความข้างต้นกับโครงการของภาครัฐ เช่น ความพยายามขจัดความยากจน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงข้าม ในระดับบุคคล หลายคนที่มีเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่มีปัญหาด้านการเสพติด ต่างมีประสบการณ์เรื่องความตั้งใจดีที่นำไปสู่ผลลัพธ์แย่

ไม่ว่าจะโดยการละเว้นคำพูด หรือการกระทำที่ไม่เคารพความเป็นส่วนตัว หรือโดยการพยายามเข้าไปบังคับให้คนที่เสพติดกระทำบางอย่าง เจตนาดีอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างง่ายดาย สตีเฟน เอ็ม.อาร์. โควีย์ พูดไว้ในหนังสือของเขา พลานุภาพแห่งความไว้วางใจ ว่าแรงจูงใจในการดูแลเอาใจใส่อย่างแท้จริงเป็นการสร้างความไว้วางใจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด หลักการทดสอบผู้นำที่ดีอย่างง่ายอันหนึ่ง คือ ผู้นำคนที่ถามว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” แล้วตั้งใจฟังและใส่ใจกับคำตอบจริงๆ แต่คำพูดเรื่องเจตนาดีและถนนสู่นรกย้ำเตือนเราว่า แรงจูงใจในการดูแลเอาใจใส่อย่างแท้จริงต้องให้ความสนใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อผู้นำตั้งใจฟังคำตอบของผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถดูได้จากการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ห่วงใย หรือความช่วยเหลือที่แท้จริงในการจัดการปัญหา เราไม่เตรียมถนนไปสู่นรกอีกต่อไปแต่ปรับปรุงแต่ละบุคคลให้ดีขึ้น ด้วยการพิจารณาทุกผลลัพธ์ของการกระทำที่เกิดจากการความตั้งใจอย่างถี่ถ้วน

roadtohell copyThai
ที่มา

อีกมุมมองที่พูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างความตั้งใจกับความไว้วางใจ คือ แนวคิดเรื่อง “เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าทำไม” ของไซมอน ซิเน็ค ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มียอดวิวมากที่สุดของรายการ TED talks (บันทึกรายการเมื่อเดือนกันยายน 2552 และปัจจุบันมียอดวิวกว่า 31 ล้านครั้ง) และมาจากหนังสือของเขา เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าทำไม (Start with Why)โดยซิเน็ค ระบุว่า บริษัท องค์กร และบุคคลควรกระตุ้นให้คนลงมือปฏิบัติด้วยการอธิบายว่า ทำไม พวกเขาจึงต้องทำ แทนที่การอธิบายว่าพวกเราทำ อะไร หรือ อย่างไร เขาอธิบายในเชิงชีววิทยาว่า แรงจูงใจในการลงมือทำบางสิ่งบางอย่างฝังอยู่ในสมองส่วนที่ลึกกว่าสมองส่วนวิเคราะห์ (เปลือกสมอง หรือคอร์เท็กซ์) คือในส่วนของสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ระบบลิมบิก) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก เช่น ความไว้วางใจ และความจงรักภักดี

ในอีกทางนึง เราทำให้ผู้คนวางใจเราด้วยการทำให้พวกเขาเข้าใจถึงเจตนาของเรา หรือที่เรียกว่าแรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเรา ซิเน็คยกตัวอย่างเหตุผลที่แอปเปิลประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำเปลี่ยนเกมในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องเล่นเพลงส่วนบุคคล และมือถือ ว่าเป็นเพราะแอปเปิลมุ่งมั่นท้าท้ายตลาดรูปแบบเดิม คิดต่าง และเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า เจตนาของแอปเปิล และส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแอปเปิลเป็นตัวจริงในตลาด เป็นบริษัทที่เชื่อถือได้ เมื่อเราอธิบายว่า “ทำไม” จะทำให้ผู้คนเข้าใจค่านิยมและความเชื่อของเรา และผู้คนจะเชื่อใจคนที่มีค่านิยมและความเชื่อแบบเดียวกัน

คล้ายกับเหตุผลที่เรารู้สึกสนิทกับคนที่มาจากภูมิภาคเดียวกัน หรือทำไมเจ้าของมาสด้า มิอาตะ ตั้งสโมสรทั่วโลก เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้พบกับคนที่มาจากรัฐอินเดียนาเหมือนผม แม้เราทั้งคู่จะอยู่ห่างจากบ้านเกินครึ่งโลกและเพิ่งเจอกัน แต่เราคุยกันถูกคอ และสัญญาณของผมบอกว่าผมเชื่อใจเพื่อนใหม่คนนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีค่านิยมและความเชื่อเหมือนกันจะเชื่อถือได้ แต่ปฏิกิริยาแรกที่เราแสดงออกไป คือ ไว้วางใจ ผู้คนจะไม่ให้ความไว้วางใจหากเขารู้สึกสงสัยในเจตนา แต่การอธิบายว่า “ทำไม” หรือความตั้งใจ สามารถสร้างความเชื่อถือได้

Getamac
แอปเปิลได้รับความไว้วางใจอย่างท้วมท้นจากการสื่อสารว่า “ทำไม” หรือเจตนาในการทำธุรกิจของบริษัท ซึ่งเกี่ยวกับการท้าทายสภาวะตลาดในปัจจุบัน (แสดงโดยชายสูงวัยสวมสูท) และการเพิ่มขีดความสามารถให้กับแต่ละบุคคล (ชายหนุ่มที่แต่งตัวสบายๆ)
ที่มา

เริ่มต้นจากเจตนาไปสู่การลงมือทำและความไว้วางใจ

เพื่อสร้างความไว้วางใจผ่านทางเจตนา เราสามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ

1 ตรวจสอบเจตนาของเราเองด้วย “5 ทำไม”

ขั้นตอนแรกเพื่อให้มั่นใจว่าเจตนาของเราก่อให้เกิดความไว้วางใจ คือ การมองเข้าไปข้างใน บริษัทโตโยต้าพัฒนาวิธีวิเคราะห์สาเหตุหลักของอุบัติเหตุที่เรียกว่า “5 ทำไม” (Five Whys) หมายถึงการนำปัญหา อาทิ ความล้มเหลวของระบบไฟฟ้า และถามชุดคำถาม “ทำไม” เพื่อหาสาเหตุของปัญหา ตัวอย่างเช่น คำตอบของ “ทำไมระบบไฟฟ้าล้มเหลว” อาจจะเป็นฟิวส์ขาด หลังจากนั้นถามว่า “ทำไมฟิวส์ขาด” คำตอบที่ได้ คือ สเปคไม่ถูกต้อง แล้วถามต่อว่า “ทำไมฟิวส์ถึงผิดสเปค” และคำถามอื่นๆ ตามมาเป็นต้น จนพบสาเหตุหลักของปัญหา ถ้าถูกต้องก็ป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ อย่างไรก็ดี ห้าไม่ใช่ตัวเลข “มหัศจรรย์” บางกรณีอาจใช้คำถามมากน้อยแตกต่างกันไปจนกว่าจะได้สาเหตุหลัก และคุณอาจต้องถาม “ทำไม” หลายคำถามสำหรับปัญหาเดียวกัน

แม้โตโยต้ากังวลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องสายการผลิต พวกเราสามารถใช้วิธีการเดียวกันนี้กับเจตนาของเรา ในแบบฝึกหัดนี้ สิ่งสำคัญ คือ เริ่มต้นใช้วิธี 5 ทำไมกับเจตนาของคุณเอง ไม่ใช่การแก้ปัญหา คุณสามารถใช้ 5ทำไมอีกชุดเพื่อแก้ปัญหา คุณอาจเป็นผู้นำในบริษัทให้บริการจัดหางาน และอยู่ระหว่างพิจารณาลดจำนวนลูกจ้างที่รับผิดชอบเรื่องใบสมัครงานของลูกค้า คุณอาจเริ่มต้นด้วยการถามคำถามเหล่านี้

  • ทำไมฉันต้องเอาคนนี้ออก?
  • อาจเป็นเพราะเธอทำงานช้ากว่าคนอื่น
  • ทำไมฉันควรใช้เหตุผลเรื่องทำงานช้าในการปลดพนักงานคนนี้ออก?
  • เพราะบริษัทผลประกอบการของบริษัทขึ้นอยู่กับการให้บริการลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และการทำงานช้าของเธอส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
  • ถ้าเจตนาของฉัน คือ เพิ่มความสามารถในการทำกำไร แล้วทำไมการให้ลูกจ้างออกจึงมีประโยชน์?
  • เพราะฉันเชื่อว่าลูกจ้างที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐานควรจะได้รับผลจากการกระทำของพวกเขา
  • ทำไมฉันคิดว่าเธอทำงานไม่ได้ตามมาตรฐานของบริษัท เธอไม่รู้เกี่ยวกับมาตรฐานของบริษัท หรือเธอไม่สามารถทำงานให้ได้ตามมาตรฐานที่ว่านี้?

ณ จุดนี้ คุณอาจต้องตรวจสอบปัญหาที่แท้จริงของการทำงานต่ำกว่ามาตราฐาน

  • ทำไมเธอทำงานช้ากว่าคนอื่น?
  • เพราะลูกค้าไม่ให้ความร่วมมือเธอในการทำสัญญาจ้างงาน
  • ทำไมลูกค้าไม่ให้ความร่วมมือ?
  • เพราะลูกค้าผู้ชายไม่เคารพตำแหน่งของเธอในฐานะผู้หญิง

ในกรณีนี้ คุณจะพบว่าอาจเป็นผลดีกว่าถ้าเปลี่ยนจากความตั้งใจจะฝึกฝนคนที่เป็นที่ทราบกันว่าทำงานไม่ได้ตามมาตรฐานไปเป็นการแก้ปัญหาการกีดกันทางเพศที่ส่งผลต่อบริษัทของคุณแทน การมุ่งเน้นไปที่เจตนาหลัก อย่าง การเคารพพนักงาน และสร้างความมั่นใจว่าบริษัทมีผลกำไร จะสร้างความไว้วางใจและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจผิดพลาด อย่างไรก็ดี ตัวอย่างนี้ มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ของพนักงานสองคนในบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งทำการทดลองเชิงสังคมเล็กๆน้อยๆ ด้วยการสลับลายเซ็นต์ระหว่างพนักงานหญิงและพนักงานชาย จนทำให้ค้นพบปัญหาการกีดกันทางเพศ คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้ที่เวบไซต์ ฮัฟฟิงตัน โพสต์

2 วางแผน เชื่อ และติดตาม

เมื่อเราตั้งใจจะทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี บางครั้งเราไม่สามารถทำตามความตั้งใจของเราได้ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อใจในตัวเองรวมถึงความเชื่อใจจากคนอื่นด้วย ทีมวิจัยได้ศึกษากลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่อยู่ในโปรแกรมออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ โดยพบว่า ผู้ที่มีความตั้งใจและลงมือทำจริงๆ เป็นกลุ่มที่สามารถทำตามแผนการออกกำลังกายได้ ซึ่งเป็นผู้ที่เชื่อว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบตัวเอง[2] และสามารถติดตามความคืบหน้าในการออกกำลังกายของพวกเขาเองได้

การเชื่อว่าเรามีอิทธิพลอย่างมากต่อผลลัพธ์ของความตั้งใจของเราเอง เรียกว่า การรับรู้ความสามารถของตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญในการเติมเต็มศักยภาพของเรา เราอาจตั้งใจทำสิ่งยิ่งใหญ่หลายอย่าง หรือแม้แต่สิ่งเล็กๆ แต่เราก็เสี่ยงที่จะล้มเหลวในการลงมือทำตามเจตนาหากเรามีทัศนคติที่โทษปัจจัยภายนอกมากกว่าการเชื่ออย่างมั่นคงว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยทัศนคติที่ดีนี้ ช่วยให้เราตรวจสอบความพยายามและการทำงานของเราว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่วางแผนไว้หรือไม่

ในช่วงวัยสามสิบ ผมรู้สึกว่าปล่อยตัวมากเกินไปจนทำให้ความแข็งแรงของร่างกายลดลงต่ำกว่าระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้ ผมตั้งใจ (ทำสัญญากับตัวเอง) ว่า จะกลับไปฟิตเหมือนเดิม วางแผนจะวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ซึ่งถือเป็นงานที่หนักฉกรรจ์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมตัดสินใจก่อนถึงงานมาราธอนไม่ถึง 4  เดือน แต่ผมเชื่อว่าผมทำได้ ผมเก็บสถิติจำนวนไมล์ที่วิ่งในแต่ละวันในโปรแกรมเอ็กเซล (สมัยนั้นยังไม่มีแอพพลิเคชั่นออกกำลังกาย) รวมทั้งติดตามความพยายามของตัวเอง (ฝึกซ้อมสัปดาห์ละกี่วัน) และประสิทธิภาพ (เพซดีขึ้นไหม?) ทั้งนี้ การวิ่ง 26 ไมล์ ซึ่งจบตามที่ตั้งใจไว้ ช่วยให้ผมรู้สึกเชื่อใจในตัวเองเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังแสดงให้คนอื่นเห็นว่าผมสามารถทำตามการกระทำที่ตั้งใจไว้ได้

สื่อสาร

สตีเฟน เอ็ม.อาร์. โควีย์ แนะนำให้ “ประกาศความตั้งใจของคุณ” เพื่อปรับปรุงเจตนาที่เป็นส่วนประกอบของความเชื่อใจ โดยเขาสังเกตว่า การสื่อสารเจตนาของคุณออกไปจะ “’ส่งผลกับพฤติกรรมของตัวคุณเอง’ เนื่องจากช่วยให้ผู้คนรู้จักสิ่งที่ควรมองหาเพื่อให้พวกเขาจำ เข้าใจ และรู้ได้ทันทีเมื่อเห็น”[3] แนวคิดนี้ของสตีเฟนเหมือนกับคำแนะนำเรื่อง “เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่าทำไม” ของไซมอน ซิเน็ค

ในฐานะผู้นำ เราอาจต้องใช้นโยบายที่กองทหารไม่พอใจ แต่ถ้าทำให้กองทหารเชื่อใจว่าเราทำด้วยเจตนาดี พวกเขาก็จะปฏิบัติตาม การอธิบายว่า “ทำไม” ในการทำบางสิ่งบางอย่างจึงช่วยสร้างความไว้วางใจได้มากกว่าการอธิบายว่า อะไร หรือ อย่างไร

ในทางทหาร เมื่อมีการประกาศแผนการปฏิบัติการ จะมีคำว่า “เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา” เสมอ  ตามประกาศอย่างเป็นทางการของกองทัพสหรัฐฯ ” เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาคือการแสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติการและผลลัพธ์สุดท้ายทางทางหารอย่างชัดเจนและกระชับ”[4] ด้วยคำกล่าวนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการรู้และไว้วางใจวัตถุประสงค์โดยรวม และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ เมื่อคุณให้ “เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา” คุณสร้างความไว้วางใจให้กับเพื่อนร่วมงานและผู้ตาม รวมทั้งปูทางด้วยเจตนาดีเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของพวกเขา

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings All rights reserved.

[1] Edward Wigglesworth. Reflections. Boston, Massachusetts: Press of George H. Ellis. P. 10. (Available on Google Books Full View)

[2] Falko F. Sniehotta, Urte Scholz, & Ralf Schwarzer, “Bridging the intention–behaviour gap: Planning, self-efficacy, and action control in the adoption and maintenance of physical exercise”

[3] Stephen M. R. Covey, The Speed of Trust, New York: Free Press, 2006, p. 87.`

[4] US Joint Chiefs of Staff (2010) Joint Publication 3-0 – Joint Operations. March 2010. Available at: https://fas.org/irp/doddir/dod/jp3_0.pdf

 

 

การบำรุงรักษารากของความไว้วางใจ : 2 วิธีปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความซื่อตรง

ความไว้วางใจเปรียบเหมือนป่า ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการบำรุงดูแลรักษาให้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่ความซื่อตรงเป็นรากฐานของความไว้วางใจ และสร้างได้ด้วยกิจกรรมที่ทำได้จริงเหล่านี้

1009smokey4

“มีแต่พวกคุณเท่านั้นที่จะป้องกันการเกิดไฟป่าได้” ประโยคสั้นๆง่ายๆของสโมคกี้ แบร์ประโยคนี้ เป็นหนึ่งในเคมเปญบริการสาธารณะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา นับจากเวลาที่เคมเปญเริ่มต้นขึ้นในปี 2487 (ปีแรกที่มีแบมบี้ตัวการ์ตูนจากดิสนีย์)  ซึ่งพื้นที่ป่าลดลงเนื่องจากไฟฟ้า จากปีละ 22 ล้านเหลือ 6.5 ล้าน

สโมคกี้กลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมที่เน้นความรับผิดชอบของบุคคลให้ช่วยกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ คำแนะนำของสโมคกี้สามารถนำไปปรับใช้กับความไว้วางใจได้เป็นอย่างดี “เพียงคุณเท่านั้นที่จะช่วยป้องกันการทำลายความไว้ววางใจได้!” ความไว้วางใจเปรียบเหมือนกับผืนป่าที่ต้องใช้ทั้งความพยายามและเวลาในการปลูก บำรุงดูแลรักษา เพื่อรอเวลาให้ผลผลิต แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่รับการดูแลรักษา อย่างไรก็ตาม โชคดีที่แม้แต่ผืนป่าที่ถูกไฟเผาก็ยังสามารถปลูกขึ้นมาใหม่ได้ เช่นเดียวกับความไว้วางใจที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ และแน่นอนว่าย่อมดีกว่าถ้าเราสามารถเลี่ยงการกระทำที่นำไปสู่การทำลายได้ ทั้งนี้ ด้วยความรับผิดชอบและการลงมือทำของแต่ละคน นอกจากจะช่วยป้องกันการเผาทำลายความไว้วางใจได้ แล้วยังสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาใหม่ได้ด้วย

ผมได้พูดถึงแนวคิดเรื่องการเปรียบความไว้วางใจเป็นต้นไม้ของสตีเฟน เอ็ม. อาร์. โควีย์ ไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ โดยในส่วนของรากจะเป็นคุณลักษณะ ที่ประกอบด้วยความซื่อตรงและความตั้งใจ ซึ่งสามารถสร้างความไว้วางใจขึ้นมาได้ด้วยความสามารถ (capability) และผลลัพธ์ (result) ในบทความนี้เราจะลงลึกในส่วนของราก โดยพูดถึง 2 วิธีการที่จะช่วยเสริมสร้างความซื่อตรงของเราให้แข็งแรง

TreeIllustration
ภาพต้นไม้จากหนังสือพลานุภาพแห่งความไว้วางใจของสตีเฟน เอ็ม. อาร์. โควีย์

ความซื่อตรง

คำว่า “ความซื่อตรง”  มาจากรากศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายว่า “ทั้งหมด” หรือ “สมบูรณ์” เมื่อเราพูดถึง “ความสมบูรณ์”ของเรือ เราหมายถึงการที่เรือมีคุณสมบัติสามารถออกเดินทะเล กล่าวคือ ไม่มีโครงสร้างส่วนใดเสียหาย ไร้รอยรั่ว เป็นเรือในแบบที่มีความพร้อมที่จะออกไปทำหน้าที่เดินทะเล

เมื่อเราพูดถึง”ความซื่อตรง”ของบุคคล ส่วนใหญ่จะหมายถึงการซื่อสัตย์ แต่ความซื่อตรงในบริบทของความสมบูรณ์หรือความครบถ้วนนั้นเป็นแนวคิดที่ใหญ่กว่าการซื่อสัตย์มาก เหมือนกับการที่เราต้องอาศัยความสมบูรณ์แบบของเรือเพื่อให้ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำได้ ซึ่งเราพึ่งพาความซื่อตรงของคนอื่นว่าเขาจะเป็นคนแบบที่เขาพูดไว้ นอกจากนี้ยังรวมถึงแนวคิดที่ว่าบุคคลจะพูดและทำตามค่านิยมของตัวเองเสมอ ในหนังสือ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิภาพยิ่ง สตีเฟน อาร์. โควีย์ พ่อของสตีเฟน กล่าวไว้ว่า “ความสมบูรณ์แบบ…เป็นแบบนี้ : คุณปฏิบัติกับทุกคนด้วยหลักการเดียวกัน” และใช้หลักการเดียวกันนี้กับตัวเองด้วย

สิ่งที่ไม่ทำ

เลี่ยง

  • สองมาตรฐานทั้งกับตัวเองและลูกน้อง
  • การเลือกปฏิบัติ โดยขึ้นอยู่กับสถานะความสัมพันธ์
  • เลือกเฉพาะคนที่สนิทด้วย

ผู้นำบั่นทอนความซื่อตรงของตัวเองด้วยวิธีใดบ้าง? เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากในองค์กร เพียงแค่มีใครซักคนหนึ่งลุกขึ้นมาแล้วคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะใช้ประโยชน์สิทธิพิเศษจากการเป็นเจ้านาย และใช้สองมาตรฐานกับลูกน้อง ตัวอย่างเช่น เจ้านายคิดว่าพวกเขามีสิทธิพิเศษที่จะเข้างานสายได้ ใช้เวลารับประทานอาหารเที่ยงนานกว่าคนอื่นได้ หรือมีเส้นตายเรื่องงานที่ “ยืดหยุ่น” ขณะที่เข้มงวดกับลูกน้อง รวมถึงการเลือกปฏิบัติโดยขึ้นอยู่กับสถานะความสัมพันธ์ พวกเขาอาจสุภาพกับคนที่มีสถานะสูงกว่าแต่หยาบคายกับคนอื่น

เราสามารถประเมินความซื่อตรงของผู้คนได้จากการสังเกตวิธีการที่พวกเขาปฏิบัติกับผู้ที่ทำประโยชน์ให้พวกเขากับผู้ที่ไม่มีประโยชน์ให้ อีกหนึ่งวิธีที่ฆ่าความซื่อตรงในตัวคนได้ คือ การแสดงออกถึงความลำเอียงกับกลุ่มคนที่ตนสนิทด้วย ผมเคยทำงานในหลายฝูงบินที่มีความเป็นก๊กเป็นเหล่าอย่างชัดเจน กล่าวคือ กลุ่มของลูกเรือที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ และเป็นคนโปรดของเจ้านายที่คนอื่นๆไม่ปลื้ม ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีลูกเรือหลายคนที่เจ้านายเลือกปฏิบัติเป็น “คนใน”กลุ่ม กับลูกเรือที่เป็น“คนนอก” กลุ่ม เมื่อการกระทำสวนทางกับหลักการ อย่าง ความเป็นธรรม ความซื่อตรงก็จะหายไป หากแต่มีวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่เราสามารถปรับใช้เพื่อรักษาความซื่อตรงได้

favourtism
การเลือกปฏิบัติทำลายความสมบูรณ์ของหลักการและการกระทำ

2 วิธีการสร้างความซื่อตรง

  1. กำหนดหลักการของคุณ

เนื่องจากความซื่อตรงประกอบด้วยการแสดงออกอย่างต่อเนื่องตามค่านิยมของเรา ดังนั้น ขั้นตอนแรกควรมีการกำหนดหลักการของเราอย่างชัดเจน

ไม่ว่าเราจะเป็นคนกำหนดหรือไม่ก็ตาม เราล้วนมีความเชื่อและค่านิยมเป็นตัวชี้นำพฤติกรรมประจำวันกันทุกคน วิธีง่ายๆในการระบุค่านิยม คือ การดูว่าเราใช้เวลาอย่างไร เราเลือกการดูซีรีส์บนเน็ตฟลิกมากกว่าการล้างจานมื้อเย็น หรือพัฒนาทักษะบางอย่างของตัวเองหรือเปล่า? เราอ่านฟีดข่าวบนมือถือระหว่างประชุมแทนที่การตั้งใจฟังเพื่อนร่วมงานพรีเซนต์หรือไม่? ค่านิยมพื้นฐานของเรามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมากที่สุด เราจึงต้องกำหนดค่านิยมเหล่านั้นอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเราเอง คุณลักษณะที่ดีเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบความเชื่อ ค่านิยม และพฤติกรรมของตัวเอง ทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และอยากให้เป็น

ถ้าผู้เขียนชีวประวัติต้องการบันทึกตำนานของคุณในหนึ่งย่อหน้า เธอจะเขียนว่าอย่างไร? คุณอยากให้ผู้คนจดจำคุณลักษณะและพฤติกรรมของคุณแบบไหน? ในหนังสือ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิภาพยิ่ง ดร. โควีย์ใช้เทคนิคเมื่อพูดถึงอุปนิสัยที่สอง “เริ่มต้นด้วยสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในใจ” โดยให้ผู้อ่านจินตนาการถึงงานศพของตัวเอง และคิดว่าครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน และคนอื่น จะพูดถึงคุณว่าอย่างไร ประเด็น คือ ใช้ความคิดนี้ตรวจสอบชีวิตของคุณในฐานะคนนอกที่มองเข้าไป เพื่อช่วยสร้างหลักในการใช้ชีวิตและทำงาน พวกเราหลายคนทำงานให้กับบริษัทที่กล่าวถึงค่านิยมของบริษัทไว้ในพันธกิจและปณิธาน ซึ่งใส่ไว้ในเวบไซต์ และติดไว้ทั่วบริษัท มีพวกเรากี่คนที่ใช้เวลาทำแบบเดียวกันเพื่อชีวิตส่วนตัวของพวกเราเอง

ChevronValues
หลายบริษัท อาทิ เชฟรอนเปิดเผยค่านิยมของบริษัทต่อสาธารณชน คุณเคยเขียนค่านิยมส่วนตัวของตัวเองหรือไม่?

กิจกรรม: เขียนแนวทางสำหรับชีวิตของส่วนตัวของคุณเอง

สิ่งที่ต้องทำ: ทำรายการและอธิบายหลักการพื้นฐานที่ต้องใช้เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตประจำวัน

เคล็ดลับในการทำ

  1. พิจารณาว่าคนจะจดจำคุณอย่างไรหลังจากที่คุณเสียชีวิตไปแล้ว
    1. คุณอยากให้คนจำบุคลิกไหนของคุณ?
    2. คุณต้องการให้คนจำสิ่งที่คุณทำให้กับครอบครัว เพื่อน และสังคมในเรื่องใดบ้าง?
    3. ความสำเร็จในชีวิตเรื่องใดที่คุณอยากให้คนอื่นนึกถึง?
  2. นี้ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นหลักในการใช้ชีวิตเพื่อเติมเต็มวัตถุประสงค์และบรรลุเป้าหมายของคุณ
  3. คุณสามารถใช้ข้อความ คำพูดสร้างแรงบันดาลใจ หรือแหล่งข้อมูลเรื่องจิตวิญญาณ
  4. ตั้งใจนำหลักในการใช้ชีวิตเหล่านี้ในการปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเอง
  5. ใช้คำกิริยาที่แสดงการกระทำ

ตัวอย่าง :

ผมจะ…

ทุ่มสุดตัว มุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศในทุกอย่างที่ผมทำ

รักษาความซื่อสัตย์เสมอ ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนอื่น

เคารพคนอื่น ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเคารพแบบไม่เกี่ยงสถานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจ

เห็นอกเห็นใจ มองโลกแบบที่คนอื่นมอง เข้าใจและช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่สามารถช่วยได้

มีส่วนร่วมในการบรรลุศักยภาพ ช่วยคนอื่นให้เข้าถึงศักยภาพที่พระเจ้าประทานให้ เป็นแรงผลักดันให้ผู้คนและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น

มีความกล้าหาญ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดูแลและรับผิดชอบสิ่งที่ผมสามารถควบคุมได้

อดทน อดทนกับตัวเอง คนอื่นและความท้าทายในชีวิต รับรู้และยอมรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผมอย่างสงบและซาบซึ้ง

แสวงหาภูมิปัญญา เสาะหาภูมิปัญญาอย่างไม่ลดละ พึ่งพาพระเจ้าและความหลักแหลมของพระองค์เพื่อให้รู้วิธีการคิดและกระทำที่ถูกต้องในแต่ละสถานการณ์

ลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่เอาสิ่งที่ผมไม่ได้ทำ และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

ฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าคิดหรือทำสิ่งที่เป็นของพระเจ้าเท่านั้น ไม่ตัดสินคนอื่น ไม่แก้แค้น

มนุษยสัมพันธ์ดี สร้างเพื่อนด้วยการเป็นเพื่อน

ให้ความสำคัญกับวัตถุอย่างเป็นกลาง ไม่เสียน้ำตาให้กับสิ่งที่ไม่สามารถร้องไห้ให้กับคุณได้ ดูแลทรัพย์สินเป็นอย่างดีและไม่สุรุ่ยสุร่าย แต่ไม่ปล่อยให้ทรัพย์สินมีความสำคัญมากกว่าคน

แข็งแกร่งทว่าอ่อนโยน มีหนังที่ทนทานและหัวใจที่อ่อนโยน ไม่ปล่อยให้สิ่งที่คนอื่นคิดส่งผลด้านลบกับผม และไม่ไร้เดียงสาต่อความหวังร้ายของคนอื่น แต่จงพร้อมที่จะรักและให้อภัย

วางแผน ทบทวน และปรับปรุง มีความรับผิดชอบในการวางแผนชีวิตของผมเอง หลีกเลี่ยงการผัดวันประกันพรุ่ง หรือเสียเวลา, ความสามารถ หรือทรัพยากร วิเคราะห์ทุกความพยายามและทำความเข้าใจบทเรียนจากความสำเร็จและล้มเหลวในแต่ละครั้งอย่างลึกซึ้ง ปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ รักษาสมดุลชีวิตเพื่อจิตวิญญาณ จิตใจ อารมณ์และร่างกาย รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายในแต่ละส่วนอยู่เสมอ

สร้างสรรค์และเรียนรู้ ตื่นตัวในการสร้างและเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าความบันเทิง

ขอบคุณทุกสิ่ง

เราควรทบทวนหลักการเป็นประจำ เพื่อให้สามารถ “ทำสิ่งที่พูด” ได้สำเร็จ เราจำเป็นต้องจัดให้ค่านิยมมี “ความสำคัญที่สุดในระบบการคิดของเรา” หลักการ คือ มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราปรารถนาจะเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราทำสำเร็จแล้ว เราต้องไม่ท้อแท้เมื่อไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครสามารถทำให้สิ่งที่ต้องการจะเป็นสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ดีเราสามารถเตือนตัวเองเรื่องค่านิยมและลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

  1. ฝึกการสร้างและรักษาความมุ่งมั่นของตัวเอง

BUDSlogcarry
สิ่งเดียวที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความสามารถในการรักษาและไม่รักษาคำพูดของตัวเองธอม เชีย อดีตหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าว การฝึกของหน่วยซีล เช่น ลองนึกภาพทีมที่หมดแรงต้องมาฝึกยกเรือ มีโอกาสมากที่พวกเขาจะทำตามคำพูดของตนเอง

ทหารในหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ในการฝึกที่โหดร้ายที่สุดในโลกทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะได้รับโอกาสในการสร้างและรักษาความมุ่งมั่นของตัวเองอย่างมากมาย ทอม เชีย อดีตหน่วยซีล ที่ปัจจุบันเป็นผู้บริหารขององค์กรฝึกอบรมผู้นำ อันดามันทีน อัลไลอันซ์ กล่าวว่า “สิ่งเดียวที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความสามารถในการรักษาและไม่รักษาคำพูดของตัวเอง [1]  เราสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจตัวเองจากการสร้างและรักษาความมุ่งมั่นของตัวเอง ถ้าเราไม่เชื่อใจตัวเอง ก็ยากที่จะทำให้คนอื่นเชื่อใจเรา

เชีย มอบหมายงานเล็กๆให้กับลูกค้าที่เป็นผู้บริหารและนักกีฬาทำ ด้วยการท้าให้พวกเขาสควอช วิดพื้นและซิทอัพอย่างละ 5 ครั้งก่อนเข้านอนและหลังตื่นนอนติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน การออกกำลังการเล็กๆน้อยๆนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เกี่ยวกับการมีรูปร่างสมส่วน ไม่มีใครมีซิกแพ็ค หรือหุ่นแบบทหารหน่วยซีล แต่เป็นเครื่องมือสร้างวินัยทางใจในตัวเอง โดยการเปรียบอัตตาเหมือนกับกล้ามเนื้อที่จะแข็งแรงได้ก็ต้องฝึกอย่างมีวินัย (ทั้งนี้ จากลูกค้าราว 150 คนที่เขามอบงานนี้ให้ทำ มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่ทำได้)

เชียสรุปวัฒนธรรมของหน่วยซีลไว้ 2 ข้อ คือ รักษาคำพูดและไม่ยอมแพ้ การให้คำมั่นสัญญากับตัวเองและทำตามเป็นผลให้คำพูดสอดคล้องกับการกระทำ ทำให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน หรือเอกภาพ ในหนังสือพลานุภาพแห่งความไว้วางใจ สตีเฟน เอ็ม.อาร์. โควีย์ พูดถึง 4 เคล็ดลับสร้างความซื่อสัตย์ด้วยการให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง

  1. เขาเตือนไม่ให้มีคำมั่นสัญญาหลายข้อ เราอาจมีเป้าหมายหลายข้อในชีวิต แต่คำมั่นสัญญามีความสำคัญมากกว่าเป้าหมาย และต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบก่อนลงมือทำ เลือกคำสัญญาที่มีความสำคัญกับคุณมาก หรือช่วยให้คุณฝึกฝนตัวเอง เหมือนที่เชียทำกับลูกค้าของเขา
  2. ให้น้ำหนักคำสัญญาส่วนตัวเท่ากับคำสัญญาที่คุณให้กับคนอื่น อย่าคิดว่าสามารถเพิกเฉยคำสัญญาส่วนตัวได้เพียงเพราะไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับใคร เพระไม่ฉะนั้น คุณจะไม่มีความไว้วางใจในตัวเอง
  3. อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่น หรือในเวลาที่มีสิ่งเร้า เพราะเราอาจทำลงไปแบบไม่สมเหตุสมผล เช่น ทานอาหารมื้อใหญ่ แล้วพูดอย่างมุทะลุว่า “ฉันจะไม่กินมื้อใหญ่อีกต่อไปแล้ว” เรารู้ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะตั้งคำสัญญาแบบนั้น เก็บคำมั่นสัญญาไว้สำหรับเรื่องที่ใหญ่และสำคัญจริงๆ
  4. เมื่อคำมั่นสัญญากลายเป็นเรื่องยากที่จะรักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ปรับพฤติกรรมของคุณเพื่อให้เป็นไปตามพันธสัญญาดีกว่าลดคุณค่าเพื่อให้ตรงกับพฤติกรรม ต้องใช้เวลาและความพยายามในการเขียนปณิธานชีวิต ขณะที่คำสัญญาส่วนตัวก็สร้างและรักษาได้ยาก เราจำเป็นต้องใช้นิสัย “อ่อนน้อมถ่อมตน” เพื่อยอมรับความล้มเหลวและ “ความกล้าหาญ” ในการก้าวไปข้างหน้า แต่รางวัลที่ในตอนท้ายได้ คือ ความซื่อสัตย์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อใจในตัวเองและระดับความไว้วางใจที่คนอื่นมีต่อตัวเราเพิ่มสูงขึ้นไป

 

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings All rights reserved.

[1] Thom Shea, interview with Richard Rierson, Dose of Leadership podcast, 24 February 2017.

องค์ประกอบของความไว้วางใจ

หากปราศจากความไว้วางใจ คำพูดที่เต็มไปด้วยเจตนาที่ดีที่สุดก็อาจถูกเคลือบแคลงสงสัยได้ ขณะที่ด้วยความเชื่อใจที่เต็มเปี่ยม แม้คำพูดที่เลือกมาอย่างประมาทก็จะได้รับการให้อภัย สตีเฟ่น เอ็ม.อาร์. โควีย์เปิดเผยธรรมชาติของความไว้วางใจที่จะช่วยให้เข้าใจว่าสามารถสร้างได้อย่างไร

“ในความสัมพันธ์ที่มีความเชื่อใจสูง แม้คุณพูดผิดความหมายแต่ผู้คนยังคงเข้าใจ ขณะที่ความสัมพันธ์ที่ระดับความไว้วางใจต่ำ คุณจะถูกประเมินทันทีไม่ว่าจะพูดชัดถ้อยชัดคำขนาดไหน และพวกเขายังคงเข้าใจคุณผิด” สตีเฟ่น เอ็ม.อาร์. โควีย์ , Speed of Trust, หน้า 5

sotbook

ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นความจริงในเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าบรรยากาศทางการเมืองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่สนับสนุนฮิลลารี คลินตัน ไม่มีข้อมูลเบื้องหลังการจัดฉากเพื่อทำให้คู่แข่งร่วมพรรค อย่าง เบอร์นี แซนเดอร์ส เพลี่ยงพล้ำ ทั้งการสมรู้ร่วมคิดกับสื่อเตรียมคำถามเพื่อการอภิปราย หรือข้อกล่าวหาในโครงการ “pay for play” ที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของมูลนิธิคลินตัน เป็นสาเหตุให้พวกเขาเคลือบแคลงในตัวเธอได้ ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่าฝ่ายผู้สนับสนุนโดนัล ทรัมป์เองก็ยังเดินหน้าสนับสนุนเขาต่อไป และไม่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นก้าวร้าวของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นผู้อพยพ และกำแพง หรือการพูดจาหยาบคายเกี่ยวกับผู้หญิง ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาเชื่อในผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันรายนี้อย่างหมดใจ แต่ผู้สนับสนุนฮิลลารี ที่ไม่เชื่อมั่นในตัวทรัมป์ จะใช้ทุกความคิดเห็นของเขาโจมตีเขาในเรื่องความเป็นคนเจ้าเล่ห์ เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่จงรักภักดีต่อทรัมป์ ซึ่งจะให้ค่ากับการสื่อสารของคลินตันเป็นแค่เหตุจูงใจที่ชั่วร้าย ความไว้วางใจที่ยิ่งใหญ่ระหว่างผู้สนับสนุนของทั้ง 2 ค่ายการเมืองได้กำหนดวิธีการตีความการสื่อสารของผู้สมัครจากทั้งสองพรรคไว้อย่างชัดเจน

hillary_clinton_vs-_donald_trump_-_caricatures
เราเข้าใจการสื่อสารจากผู้อื่นผ่านวิธีการตีความที่ปรับเปลี่ยนตามความไว้วางใจ            ที่มา : DonkeyHotey (Hillary Clinton vs. Donald Trump – Caricatures)  via Wikimedia Commons

หากไม่มีการสร้างความไว้วางใจในความสัมพันธ์แล้ว พวกเราก็จะติดอยู่กับวิธีการตีความแบบเดิม ไม่ว่าจะหาเหตุผลโต้แย้งเก่ง หรือถ่ายทอดความคิดได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน บทความเกี่ยวกับภาวะความเป็นผู้นำ 3 ตอนก่อนหน้านี้ พูดถึงคุณลักษณะพื้นฐานของความเป็นผู้นำ คือ ความไว้วางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสร้างหรือแก้ไขความไว้วางใจ ผมพบว่า ไม่มีผู้เขียนท่านไหนอธิบายแนวคิดเรื่องความไว้วางใจได้ดีกว่า สตีเฟ่น เอ็ม.อาร์ โควีย์ และหนังสือของเขา The Speed of Trust หรือพลานุภาพแห่งความไว้ใจ ในบทความนี้ ผมจะเน้นแนวคิดเรื่องธรรมชาติของความไว้วางใจของดร.โควีย์ และวิธีการสร้างความเชื่อใจในความสัมพันธ์ผ่านพฤติกรรมบางอย่าง

โควีย์มองว่าความไว้วางใจเป็นทั้ง คุณลักษณะ และ ความสามารถ โดยคุณลักษณะประกอบด้วยความจริงใจ และเจตนา ขณะที่ความสามารถวัดได้จากฝีมือและผลลัพธ์ ความแตกต่างระหว่างคุณลักษณะและความสามารถคล้ายกับการยอมรับว่าการเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราและสิ่งที่เราทำ หรือคุณสมบัติและหลักการการเป็นผู้นำนั่นเอง ตัวตนของเราสะท้อนระดับความมีศีลธรรมว่าเรามีค่านิยมแบบไหน ขณะที่สิ่งที่ทำคือพฤติกรรมของเรา โดยการกระทำเกิดขึ้นจากความเชื่อของเรา ข้อสังเกตของโควีย์ระบุว่าคุณลักษณะนั้นจะคงที่ ขณะที่ความสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ คุณลักษณะของเรา ซึ่งประกอบด้วยหลักการใช้ชีวิตต่างๆ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ การศึกษา และการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน และนำไปปรับใช้กับทุกกิจกรรมในชีวิต เราอาจนำลักษณะนิสัยใหม่มาใช้และพยายามพัฒนาต่อ แต่ลักษณะนิสัยส่วนใหญ่ในสถานการณ์ต่างๆ ยังเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น ความน่าเชื่อถือของเรา จะแสดงออกมาไม่ว่าในสถานการณ์ใด การใช้คอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน หรือการออกหาลูกค้า หรือดูแลลูกๆ ในขณะที่ความสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ผมอาจจะเก่งคอมพิวเตอร์แบบหาตัวจับยาก แต่ไม่มีทักษะด้านการขายเลย ผู้คนจะเชื่อมั่นในตัวผมเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ แต่ไม่มั่นใจให้ผมปิดการขายสินค้า

TreeIllustration
ภาพประกอบจากหนังสือ Speed of Trust หรือ พลานุภาพแห่งความไว้วางใจ ของสตีเฟ่น เอ็ม.อาร์. โควีย์

โควีย์วาดภาพเหมือนต้นผลไม้เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆของความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์เป็นราก ซ่อนอยู่ใต้ดินแต่เป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งและจำเป็น อีกทั้งช่วยบำรุงผลให้สมบูรณ์ ความตั้งใจเป็นลำต้น ที่โผล่ขึ้นมาจากดิน (และความตั้งใจบางอย่างไม่สามารถมองเห็นได้) เพื่อสนับสนุนฝีมือ โดยฝีมือเป็นกิ่งก้าน ส่วนของต้นที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และสนับสนุนผลไม้หรือผลลัพธ์ ในบทความต่อไป ผมจะทบทวนและพูดถึงส่วนประกอบของความไว้วางใจเหล่านี้อีกครั้ง รวมถึงเครื่องมือที่เป็นประโยชน์เพื่อวัดอุณหภูมิความไว้ใจในองค์กรของคุณ โปรดติดตาม

แปลและเรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงค์

Copyright © 2017 by Robert Cummings